<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791</id><updated>2012-02-18T08:51:14.323+07:00</updated><category term='xsxsxs'/><category term='TID'/><title type='text'>TID-News</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://www.thaiindexnews.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>3183</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-2503664292675959928</id><published>2012-02-18T08:51:00.000+07:00</published><updated>2012-02-18T08:51:14.336+07:00</updated><title type='text'>ปั้นข้าวเหนียวให้ติด !!?</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div id="content-area"&gt;&lt;div class="node node-type-opinion" id="node-12163"&gt;&lt;div class="node-inner"&gt;&lt;div class="content"&gt; มองข้ามช็อท ทะลุ ทะลวง ยึดภาคเหนือ ภาคอีสาน เป็นฐานที่มั่น..ต้องบอกว่า “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” อ่านเกมไม่ผิด &lt;br /&gt;วันใด พญานกขมิ้นเลือดสีแดงจ้า “ทักษิณ ชินวัตร” กลับสู่ประเทศไทยอย่างไรมลทิน&lt;br /&gt;จะไปสร้างบ้านพัก อยู่กับรากหญ้า ที่ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น อยู่กับคนชนบท ในฐานะชาวดิน&lt;br /&gt;แค่เป็น,บุคคลที่อยู่แดนไกล ก็คว้าชัยชนะให้กับ “พรรคเพื่อไทย” ล้างบาง “พรรคประชาธิปัตย์” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ดีแต่พูด จนสูญพันธ์&lt;br /&gt;“ปชป.”มีแต่เสื่อมถอย...เลือกตั้งเที่ยวหน้าคงเป็นพรรคต่ำกว่าร้อย?..ได้น้อยจนน่าใจหายก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;+++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;br /&gt;ชื่อ “เสรี”แต่คลั่ง “เผด็จการ”&lt;br /&gt;“นังตุ๊ดเสรี” คงหม่ำหรือกินกล้วยติดเชื้อเข้าไปมาก..จึงกลายเป็นคนที่ไร้สมองในกบาล&lt;br /&gt;ช่างพูดได้น่าทุเรศ สำหรับ “อีเปรตตุ๊ด” คนนี้...อ้างว่าการเลือกตั้ง “สสร.”ขึ้นมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะได้คนพรรคเพื่อไทย มาเต็มสภาเป็นตับ&lt;br /&gt;อ้างที่ฉะเชิงเทรา กับ พิจิตร ใครจะมาสู้กับคนที่สนิทสนมกับพรรคเพื่อไทยเล่าครับ&lt;br /&gt;เลือกตั้งที่ผ่าน คนตระกูล “ฉายแสง” ทั้ง “โก้” วุฒิพงศ์ ฉายแสง “เปิ้ล” ฐิติมา ฉายแสง ต่างแพ้เลือกตั้งหูรูดมหาราช ที่ฉะเชิงเทรา...ส่วนที่เมืองชาละวันพิจิตร เป็นเขตเลือกตั้ง ๔ ตระกูล ทั้ง ขจรประศาสน์, ภัทรประสิทธิ์, แก้วทอง,และบุญเสรฐ ต่างสู้กันถึงพริกถึงขิง &lt;br /&gt;ที่อีตุ๊ดเปรตออกมาพูด...เป็นเรื่องโกหกสุด..สุด..มันปูดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;br /&gt;นั่งเป็น “พ่อตุ๊ดตู่”&lt;br /&gt;ผลงานก๊อกก๊อยมาก สำหรับ “คุณพี่สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” ประธานกรรมาธิการตำรวจ ไม่เคยโชว์ผลงานให้ชาวบ้านดู&lt;br /&gt;ปล่อยให้รองกรรมาธิการ “เสี่ยอ่าง” ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เป็นศิลปินเดี่ยว แฉรายวัน&lt;br /&gt;อีกทั้ง “วิทย์ บางแค” หรือ สส.โกวิทย์ ธารณา ขุนพลปากเอกพรรคประชาธิปัตย์ กับเงียบเป็นเป่าสากไปอีกคน ด้วยล่ะท่าน&lt;br /&gt;สิ่งที่น่าจะค้าน และแฉกันกลางเมือง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและบ้านเมือง ดูจะพากันเงียบฉี่&lt;br /&gt;ทำตัวเป็นใบ้มากเลยนะครับ....ช่างเป็นไม้ประดับ...ไม่สมกับเป็นพรรคฝ่ายค้านชั้นดี&lt;br /&gt;&amp;nbsp;++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;br /&gt;สนุกกันหน้าจอ&lt;br /&gt;ทีวีบลูสกาย ช่องสีฟ้า ของ “พรรคประชาธิปัตย์” มีแต่พวกนักจ้อ&lt;br /&gt;ถ้าพูดเก่งแล้วทำจริง เชื่อว่า ๓ฆากพิธีกร รายการ “สายล่อฟ้า” อย่าง เทพไท เสนพงศ์, ศิริโชค โสภา, ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต คงเป็นที่ศรัทธา&lt;br /&gt;อย่าเป็นพวกนกแก้วนกขุนทอง ดีแต่จะมาด่า&lt;br /&gt;คนที่ควรจะเป็น พิธีกรรายการได้อย่างมีคุณภาพ อย่าง “บุญยอด สุขถิ่นไทย” อดีตเหยี่ยวข่าวเก่า กับไม่มีบทบาททางหน้าทีวี&lt;br /&gt;หรือว่าหมดโปรโมชั่น...ไร้ความสำคัญ?...เขาเลยหมางเมินท่าน ไม่ให้ทำหน้าที่&lt;br /&gt;&amp;nbsp;+++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;br /&gt;ร่วมด้วยช่วยกัน&lt;br /&gt;“มังกรพันปี” บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ออกแรงทุกวัน&lt;br /&gt;วางแผนป้องกันน้ำท่วม ไม่ให้ท่วมภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;ประสานติดต่อ กับ “ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร” ผู้ว่าฯ กทม. แต่ดูเหมือนจะไม่อาทร&lt;br /&gt;“อดีตนายกฯบรรหาร” ออกแรงเพื่อแก้วิกฤติให้อยู่&lt;br /&gt;กทม.ต้องช่วย...ไม่งั้นปีนี้ต้องมีคนซวย?...ระวังจะถูกหวยโดนปลดกลางอากาศไม่รู้                              &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:คอลัมน์ตอดนิดตอดหน่อย,บางกอกทูเดย์&lt;br /&gt;**************************************************&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-2503664292675959928?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/2503664292675959928'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/2503664292675959928'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_18.html' title='ปั้นข้าวเหนียวให้ติด !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-257653958437260915</id><published>2012-02-17T10:37:00.000+07:00</published><updated>2012-02-17T10:37:59.819+07:00</updated><title type='text'>พีระพันธุ์.ชี้ปราบยามาถูกทาง แต่ยังต้องตรวจสอบคู่ขนาน !!?</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;div class="by-line"&gt;&lt;span style="background-color: #fce5cd;"&gt;โดย : นิภาวรรณ แก้วรากมุกข์  ปกรณ์ พึ่งเนตร&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;เสียงสะท้อนจากความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล หลังจากการจับกุมคดียาเสพติดรายใหญ่รายเล็กปรากฏเป็นข่าวรายวัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเชิงการบริหารงานและนโยบายถือว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ในทัศนะของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ &lt;a class="anchor-link" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;amp;cof=FORID%3A9&amp;amp;ie=windows-874&amp;amp;q=พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" target="_blank"&gt;พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค&lt;/a&gt; อดีต รมว.ยุติธรรม ที่กำกับดูแลนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดในรัฐบาลที่ผ่านมา ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ในการสานต่อการทำงานไว้อย่างน่าสนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;การปราบปรามยาเสพติด ที่มีการจับกุมได้รายวัน ในเชิงบริหารถือว่าประสบความสำเร็จหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าเขาควรจะต้องทำอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ คือสิ่งเดียวกันกับที่ผมทำในรัฐบาลอดีต ในช่วงดีเบตหาเสียงเลือกตั้ง ฝ่ายรัฐบาลนี้บอกจะแก้ให้เสร็จภายใน 6 เดือน ผมทำงานมา รู้ว่าความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้  ถึงจะตั้งใจจริงแต่ปัญหามันใหญ่และหมักหมมมานานจนเกินกว่าจะทำเสร็จภายใน 6 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จะกี่เดือนไม่สำคัญ ที่สำคัญคือต้องทำงานอย่างจริงจัง แล้วตั้งใจทำ และร่วมมือกันในหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพราะปัญหายาเสพติด ไม่ใช่ปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง มันเป็นปัญหาของเกือบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเข้ามาทำงานด้วยกัน  เพียงแต่แบ่งภาระหน้าที่กันคนละด้าน &lt;br /&gt;วันนี้ ปี 2555 เรามีงบประมาณด้านยาเสพติด ประมาณ 9,000 ล้านบาท ซึ่งกระจายไปอยู่หลายกระทรวง ทบวง กรม แต่มันเหมือนเบี้ยหัวแตก คนก็ต่างนโยบาย ต่างวิธีการ จะทำอย่างไรให้งบมารวมเป็นก้อนได้ และไปในทิศทางที่ถูกต้อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;ที่สำคัญเราต้องเข้าใจธรรมชาติของการค้ายาเสพติด ที่ไม่เหมือนอาชญากรรมอื่นๆ เพราะเป็นขบวนการที่เกี่ยวโยงกันไปหมด การทำงานด้านปราบปราม จึงไม่จบคดีใด คดีหนึ่งได้ ต้องขยายผลแต่ละคดี บางทีญาติพี่น้องเข้ามาเกี่ยวข้องหมด อาจจะไม่ใช่คนค้า แต่เป็นคนไปฟอกเงินให้ ฉะนั้น การตัดขบวนการค้ายาเสพติดจริงๆ 1.ต้องตัดกำลังทรัพย์ให้ได้ก่อน 2.ต้องตัดขบวนการ 3.ต้องตัดมือเท้าแขนขา ถ้าหากไม่ตัด 3-4 อย่างนี้ มันไม่หมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;วิธีการจับที่เป็นข่าวทุกวันนี้ ตัดขบวนการได้มากน้อยแค่ไหน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกค้ายาตัวใหญ่ๆ เครดิตดีๆ ถูกจับไปเกือบหมด พวกนี้ก็ไปรวมอยู่ในคุก อย่างเรือนจำคลองเปรมกว่า 5,000คน เป็นพวกค้ายากว่า 3,000 คน และยังมีกระจายอยู่แบบนี้ทั่วประเทศ มีทั้งขาใหญ่ ที่เป็นตัวใหญ่ๆ ระดับกลาง ระดับย่อย พวกนี้มีเงินอยู่กับตัวเองและเครือข่ายที่หน่วยงานภาครัฐยังสาวไปไม่ถึง ยังยึดทรัพย์ไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือขบวนการตัดทุน หากตัดทุนไม่หมด เขาก็ยังมีทุนอยู่ และใช้สร้างอิทธิพลในเรือนจำ ประกอบกับเรือนจำเราก็ล้าสมัย เมื่อมีผลประโยชน์ จึงเกิดขบวนการสั่งซื้อ สั่งขาย ทั้งในเรือนจำกันเองและสั่งซื้อสั่งขายข้างนอก เวลานี้เราต้องยอมรับความจริงกันว่า ขบวนการค้ายาเสพติดมันยังมีอยู่ เพียงแต่ย้ายจากข้างนอกเข้าไปอยู่ข้างในคุก นี่คือส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งคือที่อยู่ข้างนอก และอีกส่วนหนึ่งก็คือที่เข้ามาใหม่ &lt;br /&gt;ขบวนการกระทำความผิด วันนี้มันมีอยู่ตรงนี้ แต่ยาเสพติดเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ มันไม่ได้ผลิตในประเทศไทย รายใหญ่ผลิตในประเทศเพื่อนบ้านเราฝั่งตะวันตกมานานแล้ว เฉพาะยาบ้ามีกำลังผลิต 200-250 ล้านเม็ดต่อเดือน เกือบทั้งหมดเข้ามาประเทศไทยทุกปี ซึ่งหนีไม่พ้นเข้ามาทางชายแดน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมถึงบอกไม่ใช่หน้าที่ใครคนใดคนหนึ่ง ชายแดนก็มีตำรวจ ตชด.ทหาร ป.ป.ส.ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายแต่ไม่มีกำลังคน ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกันในทางปฏิบัติ และในเชิงงบประมาณ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เพียงพอ ผมคิดว่าคนที่คุมนโยบายนี้ ต้องเอาจริงเอาจัง แล้วต้องนั่งบัญชาการเอง ต้องให้ขวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา เขาจะได้มีเรี่ยวแรง มีกำลังใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลายปี 51 สมัยผมเป็น รมว.ยุติธรรม เราจับยาเสพติดได้พุ่งพรวด พอมาปี 52 จับได้เฉลี่ยครึ่งปีแรกมากกว่าปี 51 ก่อนที่ผมเป็นรัฐบาลประมาณ 2-3 ล้านเม็ด พอมาปี 53 ที่เราเดินหน้านโยบายเต็มตัว ครึ่งปีแรกจับได้ 20 กว่าล้านเม็ด เฉลี่ยปี 52 ทั้งปีได้ 40 กว่าล้านเม็ด ตัวเลขเราจับได้เยอะแต่ถ้าเทียบปริมาณที่ไหลทะลักเข้ามา ก็ยังไม่ถึง 1 ใน 4 เลย พอไปดูยอดใหญ่ กำลังผลิตที่มีมา 200 กว่าล้านเม็ด ที่เหลือมันก็มาอยู่ที่ลูกหลานเรา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นที่จับไม่ได้ อาจมีทั้งรายใหญ่ กลาง เล็ก ภาครัฐจึงต้องมีหน่วยงานย่อยลงตามลำดับชั้น เราเคยทำเรื่องแนวชายแดนสกัดรายใหญ่ ตามนโยบาย 315 ซึ่งสกัดจับได้เยอะและเห็นผล เป็นการจำลองรูปแบบการทำงานจากรายใหญ่ชายแดนมาเป็นรายย่อยในชุมชน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นโยบายการปราบยาเสพติด ต้องเล่น 2 ระดับ คือระดับชาติและระดับชุมชน เพื่อสกัดรายย่อย แล้วก็ขยายผล ตรงนี้คือตัดขบวนการมัน หรือตัดคน จับรายย่อย คือย่อยการขายลงไปเรื่อย ฉะนั้นต้องสืบหาแล้วตัดแขนขาพวกนี้ให้หมด ขณะเดียวกันก็ดูการขนถ่าย จุดพักยา แล้วก็ตัดขบวนการนั้นให้ได้ ไม่ให้มีที่ทำงาน &lt;br /&gt;ขณะเดียวกันกลุ่มพ่อค้ายา จะกลัวความปลอดภัย ฉะนั้นอะไรที่ไม่มั่นใจว่าปลอดภัย เขาจะไม่เสี่ยง หลังสุด ผมกำลังดูกรณีที่จับได้ที่ขนส่งสายใต้ 6-7 กระเป๋า ปรากฎว่าขณะนี้การเดินทางโดยรถทัวร์ไม่มีการตรวจอะไรเลย ถ้าเรามีมาตรการ เช่นตรวจบัตรประชาชน หรือมุ่งเน้นสกัดการขนยาเสพติดทางรถโดยสาร พวกนี้ก็จะเริ่มไม่กล้า เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เรามัวไปดูรายใหญ่ ไม่ได้ดูรายย่อย นโยบายการปราบยาเสพติดต้องทำไปพร้อมกันทุกระดับ ต้องทำตั้งแต่ใหญ่ กลาง เล็ก จัดชุดลงไปแล้วร่วมกันทุกหน่วย อย่าไปแบ่งกันว่า นี่เป็นผลงาน ป.ป.ส. นี่เป็นผลงานของตำรวจ ของทหาร เพราะเราไม่สามารถเพิ่มกำลังคนได้ ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ แต่เราควรจะต้องเอาคนที่มีอยู่แล้วมาสนธิกำลังกันทำงาน เพื่อให้มีศักยภาพในการดำเนินการป้องกันและปราบปราม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;สภาพปัญหาขบวนการค้ายาเสพติดในเรือนจำเป็นอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้สำคัญ เพราะคนผิดเมื่อจับมาแล้ว ไปอยู่ในเรือนจำก็ไม่เข็ดหลาบ ยังมีอยู่จำนวนหนึ่ง กลายไปเป็นขาใหญ่ในเรือนจำ ไม่มีใครเข้าไปใส่ใจหรือสนใจในเรือนจำ และในเรือนจำก็มีเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ แต่ก็ไม่มีใครไปดูแล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;การตัดสัญญาณโทรศัพท์ในเรือนจำที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ผลแค่ไหน&lt;/span&gt;  &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่อยากจะบอกว่า 3 วันดี 4 วันไข้ แล้วก็ไม่มีคนดูแล ใกล้มือเอื้อมถึง เดี๋ยวก็โดนปิด เดี๋ยวกล้องวงจรปิดก็ถูกเอาอะไรไปฉีด ผมจึงคิดว่าน่าจะมีระบบตัดสัญญาณโทรศัพท์ได้ ที่ไม่ใช่เครื่อง จึงให้นักวิชาการช่วยกันคิด ตอนแรกจะทำทีเดียวหลายแห่ง แต่ผมให้ทำที่เรือนจำเขาบินก่อน ก็ประสบความสำเร็จ ตัดได้ 100% แต่คลื่นโทรศัพท์มันก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เพราะฉะนั้นคนที่กำกับดูแลก็ต้องคอยปรับคอยจูนตลอดเวลา ซึ่งระบบนี้เป็นของ ป.ป.ส.โดยเมื่อก่อนเป็นของเรือนจำทำเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบนี้ต้องแยกกันกับผู้คุม ให้มีคนดูแล และมีระบบเตือน หากระบบล่มศูนย์กลางจะต้องรู้ ถึงเรียกว่าเป็นระบบ และต้องรับผิดชอบ บำรุงรักษาอุปกรณ์ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีนักโทษคนไหนอยากไปเขาบิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ประกาศว่าจะไปขอความร่วมมือกับจีน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้เขาร่วมมือมานานแล้ว ตั้งแต่ไม่รู้กี่รัฐบาลมาแล้ว เราต้องแยกว่า รัฐบาลเราเป็นฝ่ายการเมือง เรามาๆ ไปๆ แต่ฝ่ายปฏิบัติ คือข้าราชการประจำ ใครจะมาเขาก็ทำงานอยู่แล้ว ในฝ่ายประจำ เขาประสานงานขอความร่วมมือกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว แม้แต่ป.ป.ส.ยังมีทูตประจำที่จีนเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างหนึ่งที่ผมเคยพูดกับ ป.ป.ส.ว่า ที่เราทำงานกัน แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ที่เราบอกจะจับแต่โรงงานก็ผลิตไม่หยุด ตราบใดที่ยังผลิตอยู่เราก็ต้องรับหมด ผมสงสัยว่า ทำไมเราไม่ขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ที่มีอุปกรณ์ และเครื่องมือ ซึ่ง "ดีอีเอ" ของเขาบุกไปทลายโรงงานในอเมริกาใต้ ทางป.ป.ส.ก็บอกว่า เมื่อก่อนเขาก็ช่วยเราเพราะเขามีปัญหาเรื่องเฮโรอีนแรง ซึ่งเขามีผลประโยชน์ร่วม มีการไปทลายโรงงานในเพื่อนบ้าน แต่พอมาวันนี้เขาหยุด เพราะยาบ้าไม่ได้ไปที่เขา ผมบอกว่า ต้องไปขอความร่วมมือให้เขามาทลายที่โรงงานต้นตอ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า ท้ายที่สุดก็ต้องทำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับประเทศอื่นๆ ทั้งพม่า และลาว เราก็ประชุมหารือกัน อยู่แล้ว แต่ว่าความร่วมมือที่ผมพูดถึงคือเรื่องทลายโรงงาน มันไม่ง่าย ฉะนั้นก็อยู่ที่ว่าเราจะประสานความร่วมมือกับเขาได้ทางไหน ปัญหาของเราส่วนใหญ่อยู่ทางซีกตะวันตก(ของประเทศ) ซีกตะวันออกคือขบวนการขนย้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;มีการตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนยาเสพติดของกลางยุคหลังๆว่ามากผิดสังเกต ปัญหาการเวียนของกลางมีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหม &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ผมตอบไม่ได้ เพราะตั้งแต่ก่อนผมเป็น รมต.และพอเป็น รมต.ก็เคยตั้งข้อสังเกตอย่างที่ถาม ผมเข้าใจว่าทำไมเขาต้องเก็บ คือต้องเก็บไว้เป็นของกลางของคดี ผมเคยหารือกับทางปปส.ก็ให้เขาไปศึกษา ซึ่งมอบนโยบายไว้ ตั้งแต่ท่านเลขาฯกฤษณะ แล้วท่านก็มอบต่อ เขาก็กำลังศึกษา ที่จะยกร่างข้อกฏหมาย ฉบับหนึ่ง เพื่อจะไม่ต้องเก็บของกลางรอ 1 ปี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยเสนอความเห็นและมอบหมายทางป.ป.ส.คือของกลางที่เราจับไว้ มันต้องใช้เป็นหลักฐานในคดี ทำอย่างไร เราจะสามารถประสานกับทางศาล เพื่อขอให้ศาลมาตรวจสอบร่วมกับทางฝ่ายจับกุมว่า ทั้งล็อตเป็นยาเสพติดทั้งหมดจริง แล้วเก็บเป็นตัวอย่างจำนวนหนึ่ง ที่เหลือเผาทำลายเลย เพราะการอ้างว่าต้องเก็บรักษาไว้ เป็นของกลาง มันจะทำให้เกิดข้อครหาได้ ผมเองก็ถามเหมือนกัน เพราะมันไมได้อยู่ที่เรา มันไปถูกควบคุมอยู่ที่ อย.ในระหว่างที่ไป อย.ก็ไปรอคิวเก็บเองไว้ที่ตำรวจอีก ในหน่วยงานที่พิสูจน์หลักฐาน เพราะฉะนั้นตรงนี้มันล่อแหลมต่อความเชื่อถือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;กรณีนี้สามารถทำได้  2 อย่าง  ซึ่งผมเริ่มต้นไว้ระดับหนึ่งแล้ว คือ หารือกับทางศาลเกี่ยวกับขบวนการทางคดีให้มาตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเซ็นต์กันไว้ แล้วที่เหลือทำลายทิ้งเลย แต่กฏหมายให้เก็บไว้ก่อน ฉะนั้นตอนนี้มันเป็นขบวนการทางกฏหมาย ซึ่งผมคิดว่าถึงเวลาแล้วต้องปรับปรุงขบวนการนี้ โดยต้องทำเป็นกฏหมาย จะได้แก้ปัญหาประชาชนข้องใจว่า มันจะไม่ถูกเอาไปหมุนเวียน อันนี้ผมเห็นด้วย ต้องไปทำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;มีระบบตรวจสอบหรือไม่ว่าเอาไปเก็บไว้จริง และอยู่ครบตามจำนวนที่จับจนถึงวันทำลาย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบตรวจสอบ มันเป็นระบบความเชื่อถือมากกว่าทุกวันนี้ แล้วพอถึงปี วันยาเสพติดโลก ก็เอาไปเผาทำลายกันทีหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;แต่ไม่เคยเห็นมีการพิสูจน์ตรวจสอบว่าอยู่ครบหรือไม่ ตามที่ยึดมา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่ ตอนผมอยู่ใน กมธ.ยาเสพติด สภาฯ ก็เคยหยิบยกเรื่องนี้มาพูดกัน อย่างกรณี ยาไอซ์ 6-7 กระเป๋า และยาบ้าล้านกว่าเม็ดก่อนหน้านี้ นี่เราก็กำลังคิดว่าเดี๋ยวเรากำลังจะไปตรวจสอบว่าเก็บไว้ที่ไหนอย่างไร  อันนี้ก็คุยกันอยู่เหมือนกันว่า กมธ.ควรจะต้องเข้าไปตรวจสอบ เพราะเมื่อสักอาทิตย์ที่แล้ว เขาก็มาชี้แจงเราว่า เพิ่งตรวจสอบเสร็จ แต่ยังเก็บหลักฐานไว้ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน เนื่องจากรอคิวส่ง อย.ถามว่าทำไมต้องรอ ก็บอกว่าอย.ให้ส่งได้แค่เดือนละครั้ง อย่างนี้ ผมก็ยังงง ว่าระเบียบปฏิบัติอะไรกัน อย่างนี้เราคิดว่าจะไปตรวจสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;ตรงนี้มันก็อาจจะมีทั้งคนดีคนไม่ได้ในหน่วยงาน ผมถึงเห็นด้วยว่า จะทำอย่างไรให้มีขบวนการทำลายมันให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องการเก็บเป็นหลักฐานก็หารูปแบบอื่นเก็บไว้ในชั้นดำเนินการ นี่ก็เป็นอีกข้อเสนอหนึ่งที่ผมอยากให้รัฐบาลทำต่อ ถ้าเราไปจี้ฝ่ายนโยบาย ฝ่ายปฏิบัติเขาก็ทำต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;วิธีการล่อซื้อก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น&lt;/span&gt; &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันมองได้สองมุม แต่สำหรับผมคิดว่าไม่น่าใช่ กำลังผลิตมันมีอยู่เท่าเดิม ก่อนพ้นตำแหน่งผมยังตรวจสอบเลยว่า กำลังผลิตไม่ได้เพิ่ม มีเท่าเดิมคือ 250 ล้านเม็ดเท่านั้น ไม่ใช่ไปสั่งเพิ่มแล้วจะผลิตเพิ่มได้มากกว่านี้  หรือตั้งโรงงานผลิตอีก 250 ล้านเม็ด มันไม่ใช่ และ250 ล้านเม็ดก็เข้ามาหาลูกค้าตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่าจะเป็นการไปสั่งให้มันผลิตเพิ่มเป็นไปไมได้ เพราะถึงยังไงก็เกินกำลังการผลิตของมัน ถึงเราไม่มีการล่อซื้อ มันก็ผลิตของมัน เพราะมันต้องขายเอาเงิน เพียงแต่ว่ามันต้องมาหาลูกค้าที่จะระบายของออก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามเดียวกันแต่คนละประเด็น คือ การล่อซื้อมันล่อแหลม ในสหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาจาก วินิจฉัยว่าอันนี้เป็นพยานหลักฐานที่ฟังไม่ได้ เพราะเขามีหลักปฏิบัติทางศาลว่า มาศาลต้องมาด้วยมืออันสะอาด มันเคยมีการต่อสู้ว่า การไปล่อซื้อถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเหมือนกัน ในขณะที่ประเทศไทยเรายังไปไม่ถึงขั้นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;การตรวจสอบเรื่องการเบิกเงินไปใช้ในการล่อซื้อที่มี ส.ส.ฝ่ายค้านกำลังตรวจสอบอยู่นี้ มีข้อสงสัยอะไร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้สงสัยอะไรในการล่อซื้อ แต่ประเด็นก็คือเอาไปล่อซื้อจริงๆหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;ตรวจสอบได้ไหม กรณีถ้าระบุว่าล่อซื้อผู้ร้ายเอาไปแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าต้องดูปริมาณความสำเร็จกับความผิดพลาด ถ้าปริมาณความผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็แสดงว่ามีปัญหาที่ไม่เหมาะสมแล้ว แต่ถ้าหากว่าความสำเร็จมันมี นานๆ จะผิดพลาดสักหนอันนี้ก็เป็นธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ อย่าไปมองทางลบทั้งหมด ต้องดูพฤติกรรมและผลส่อไปในทางว่าปกติหรือไม่ปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;คุกความมั่นคงสูงที่กำลังมีนโยบายจะสร้าง คิดว่าจะแก้ปัญหานักค้ายาขาใหญ่ในเรือนจำได้หรือไม่&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าทำจริงๆ แล้ววางระบบให้ดีจริงๆ ผมว่าแก้ได้ในระดับหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดคุกมี 143 แห่ง รวมทุกระดับ แต่ละแห่งสร้างมานาน ขณะที่สถานที่ที่กักตัวพวกนี้ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ แต่คนเข้าไปอยู่ร้ายมากขึ้น เทคโนโลยีสูงขึ้น ผลประโยชน์สูงขึ้น อันนี้ก็เป็นปัญหา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปัญหาสำคัญคือเรื่องงบประมาณ เวลานี้งบของกระทรวงยุติธรรม โดยเฉลี่ย 17,000-18,000 ล้าน 50% หรือ 9,000 ล้านอยู่ที่กรมราชทัณฑ์ ในขณะที่กระทรวงยุติธรรมยังมีอีกประมาณอีก 10 หน่วยงานที่ต้องมาเฉลี่ยกัน ก็จะแย่อยู่แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่นักโทษค้ายาเสพติดมันมากขึ้นเรื่อยๆ พวกนี้ทั้งอิทธิพล ทุน เครือข่าย วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องมีเรือนจำพิเศษ ขังนักโทษพิเศษ คือระดับอุกฉกรรจ์ทั้งหลาย ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะยาเสพติด เหมือนกับในอีกหลายประเทศทั่วโลกเขาทำกันที่เรียกว่า ซูเปอร์แม็กซ์ ซึ่งต่างจากคุกทั่วไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอนเซ็ปที่ 1 คือ คน อย่างกรณีนักโทษเอาโทรศัพท์เข้าไปใช้ได้ เพราะมีผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นอันดับแรกคือ ต้องให้นักโทษพวกนี้เจอกับคนน้อยที่สุด แล้วคนก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับนักโทษน้อยที่สุด จึงต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้าไปควบคุมชีวิตประจำวันแทนผู้คุม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซูเปอร์แม็กซ์ เมืองไทยไม่เคยมี และคนชำนาญที่จะออกแบบในเมืองไทยก็ไม่มี ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือกองออกแบบ ซึ่งเขาไม่เคยเห็นและไม่มีประสบการณ์ พอที่จะเข้าใจ แล้วออกแบบซูเปอร์แม็กซ์  ฉะนั้นต้องมีประสบการณ์ไปศึกษาหาความรู้ว่าโครงสร้างมันเป็นแบบไหน บางทีเป็นห้องแถวสามชั้นก็มี เมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วการเดินท่อ ฝังท่อ สายไฟ เป็นอย่างไร ไม่ใช่นักโทษทะเลาะกันเอาสายไฟมารัดคอกันตาย หรือกล้องวงจรปิดฝังไว้อย่างไร ซึ่งมันเกินความสามารถของกองออกแบบกระทรวงยุติธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;ทราบว่าท่านเคยออกแบบซูเปอร์แม็กซ์ไว้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็พยายามทำแบบให้เค้าดู แต่ปัญหาที่ตามมาคือ สร้างที่ไหน ที่ผมเคยคิดไว้คือไปอยู่เกาะ แต่ทุกวันนี้ไม่มีเกาะให้เราสามารถทำได้ ก็เคยคิดไปจนถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันทิ้งร้าง เพราะกลางทะเลไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ คือซูเปอร์แมกซ์นั่นแหละ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท้ายที่สุด ก็คิดว่าที่เหมาะสมที่สุดก็คือคลองไผ่ โคราช เพราะสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย เนื่องจากลักษณะเป็นภูเขาสูง ก็จะทำให้สัญญาณโทรศัพท์มันต่ำลง แล้วระบบต่างๆ ก็จะแยกตัวออกจากโลกภายนอกค่อนข้างสูงกว่าทั่วไป &lt;br /&gt;ตรงนั้นน่าจะเป็นทำเลที่เหมาะสมที่จะสร้างซูเปอร์แมกซ์ แต่ปัญหาคืองบประมาณ ถ้าจะทำต้องงบประมาณพิเศษ &lt;br /&gt;แต่งบเท่าไหร่ก็ต้องมาจากแบบก่อน&lt;br /&gt;วันนี้ เรื่องเรือนจำความมั่นคงสู ผมคิดว่าจำเป็นแล้วสำหรับเมืองไทย แต่สิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกันขณะที่สร้าง ก็ต้องไปปรับปรุง 140 กว่าเรือนจำให้มั่นคงและไว้ใจได้ในความปลอดภัยด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้เรื่องสวัสดิการบ้านพักผู้คุมก็ต้องกลับไปดูแลพร้อมๆ กัน ทุกวงการมีทั้งดีและไม่ดี เจ้าหน้าที่ที่ดีเหมือนติดคุกตลอดชีวิตจนกว่าจะเกษียณ เข้าเวรคนละเกือบ 24 ชม.บ้านพักบางแห่งทรุดโทรมยิ่งกว่าคุกอีก สรุปแล้วติดคุกทั้งชีวิต ควรให้สวัสดิการเขา ถ้าจะแก้ปัญหาต้องมององคาพยพทั้งระบบ อย่ามองเป็นเรื่องๆ เพราะขวัญและกำลังใจเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องสำคัญ สมัยที่แล้วของ ป.ป.ส.ผมให้เป็นมติครม.เอาไว้ว่า 2 ขั้นในสัดส่วนโควตานี้ ให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานจริงเท่านั้น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน และต้องให้ซ้ำไปเรื่อยๆ ถ้าเขาทำงาน อย่าเอาโบนัสตรงนี้ไปให้คนที่ไม่ได้ทำงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องซูเปอร์แม็กซ์ผมเห็นด้วยและผมก็เริ่มไว้แล้ว เรื่องย้ายนักโทษไปเรือนจำเขาบิน รัฐบาลนี้ก็ทำต่อ ผมไม่ได้แย่งความดีความชอบ อันนี้คือถูกแล้ว แสดงว่าสิ่งที่รัฐบาลที่แล้วทำมาถูกต้อง เขาก็มาสานต่อ และอยากให้เดินต่อไปให้ดีมากกว่าเดิม แต่อยากให้เพิ่มความเข้มข้นให้มากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์&lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-257653958437260915?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/257653958437260915'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/257653958437260915'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_17.html' title='พีระพันธุ์.ชี้ปราบยามาถูกทาง แต่ยังต้องตรวจสอบคู่ขนาน !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-5399811792607755085</id><published>2012-02-16T08:49:00.000+07:00</published><updated>2012-02-16T08:49:14.104+07:00</updated><title type='text'>นิวัฒน์ธำรง-ลงธรรมาสน์ ธุดงค์ในทำเนียบ เผยแพร่ลัทธิเพื่อไทย กางสูตรรัฐบาล + พล.อ.เปรม = การเมืองนิ่ง....</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;สัมภาษณ์พิเศษ&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;table align="left" border="0" cellpadding="1" cellspacing="5"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr bgcolor="#400040"&gt; &lt;td&gt;&lt;img align="bottom" border="0" bordercolor="#000000" hspace="0" src="http://www.prachachat.net/news-photo/prachachat/2012/02/pol01160255p1.jpg" width="300" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="size2" style="color: white;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;เขาลงจากตึกชินวัตร  หันหลังให้ธุรกิจมือถือ ครั้งแรกไปประจำการที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวีเมื่อ 10 ปีก่อน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไอทีวีโดนมรสุมการเมืองพัดถล่มจนล้มเลิก  เขากลับขึ้นตึกชินวัตรอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่ออำนาจวาสนาของ "ทักษิณ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชินวัตร"  อัสดงอยู่ในพงหนามรัฐประหาร 2549 เขาหันหลังให้ "ชินคอร์ป" อีกหน  ไปค้นหาทางธรรมที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างบวชได้สนทนาธรรมกับพี่-น้องในตระกูล "ชินวัตร" สม่ำเสมอ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ลงสมัครเลือกตั้ง จีวรเคยเย็นร่ม ก็รุ่มร้อน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" กลับจากวัดป่ามาสู่เมือง  ขึ้น-ลงตึกไทยคู่ฟ้าในฐานะมือขวา ที่ปรึกษาส่วนตัวนายกรัฐมนตรีอยู่หลายเดือน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเขาลงจากธรรมาสน์ ขึ้นบัลลังก์รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กับประสบการณ์ 17 ปีที่ทำงานให้ครอบครัว "ชินวัตร"  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากบรรทัดนี้ไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย คือประวัติศาสตร์ใหม่ของ "นิวัฒน์ธำรง"  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- อยากให้ประชาชนรู้จัก "นิวัฒน์ธำรง" แบบไหน  เป็นวอลเปเปอร์ นักจัดฉาก หรือคนของทักษิณ พี่เลี้ยงนายกฯ&lt;/span&gt;  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นนักทำงาน "เป็นลูกน้องนายกฯ งานของผมมี 3 ข้อคือ  เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ทำงานประชาสัมพันธ์ เรื่องสำนักพุทธ  และเรื่องดูเรื่องสื่อ ก็เรียกว่านักทำงานมืออาชีพ ผมมีความรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ  ว่าเรามาทำงาน เหมือนที่เคยทำสมัยทำงานตั้งแต่หนุ่มจนแก่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- การจัดอีเวนต์ให้กับนายกฯในการปรากฏตัวต่อหน้าสื่อ  หรือพบกับบุคคลสำคัญ ถือเป็นภารกิจสำคัญ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;มันอาจเป็นเพราะงานพาไป  งานเรื่องน้ำก็ไปเจอคนเยอะ โครงการรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นจำนำข้าว, เอสเอ็มแอล  หรือว่าแท็บเลตพีซี เราก็เป็นผู้ประสานงานให้ คอยสนับสนุนเขา  เขามีปัญหาให้ช่วยแก้ไขก็เข้าไปช่วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #0000ee;"&gt;-  นอกจากอีเวนต์นายกรัฐมนตรีพบประธานองคมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีพบผู้นำเหล่าทัพ  พบนักธุรกิจ จะมีอีเวนต์อะไรอีก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;อย่ามาให้เครดิตผมมากนัก  การพบผู้นำเหล่าทัพเขาก็พบกันมานานแล้ว แสดงว่าผมบุญหล่นทับ ผมไม่ได้เป็นคนเขี่ยบอล  แต่นายกรัฐมนตรีท่านเก่ง การที่ประสานกับผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านเข้ากับคนง่าย  เป็นผู้หญิงอ่อนหวาน นุ่มนวล ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ทุกคนก็เอ็นดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- เบื้องหลังงานนายกฯพบกับประธานองคมนตรี  ต้องการถ่ายทอดอะไรมากกว่าการให้ทีวีถ่ายทอดสด 2  ชั่วโมง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;สิ่งที่เราอยากเห็นคือ  ความเชื่อมั่นของทั้งคนไทยและต่างประเทศว่าเราผ่านวิกฤตอะไรมาเยอะ  จะเป็นความแตกแยกหรืออะไรก็แล้วแต่ วันนี้เราพร้อมเพื่อเดินหน้าประเทศไทย  ต้องคิดว่าวันนี้มาเลเซีย สิงคโปร์ วันนี้เขานำเรา  เวียดนามเปิดประเทศมาวันนี้เขาก็เทียบเท่าเรา และพม่าจะเปิดประเทศอีก  แล้วเราจะมานั่งอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น  ความเชื่อมั่นของคนไทยและต่างประเทศนั้นสำคัญ เราต้องแย่งนักลงทุน นักธุรกิจ  นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ  ถ้าเรายังไม่ไปด้วยกันทุกฝ่ายก็คงจะไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;-  งานนายกรัฐมนตรีพบประธานองคมนตรี รัฐบาลกำลังบอกว่าการเมืองนิ่ง  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การเมืองเป็นปัจจัยสำคัญของประเทศ ถ้าถามว่านิ่งแล้วหรือไม่  ผมว่ามันดีขึ้นกว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมา  ผมว่ารัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์จะช่วยการเมืองนิ่งขึ้น  และมีความสามัคคี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรองดองได้ง่ายกว่ารัฐบาลอื่น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #0000ee;"&gt;- แสดงว่าฝ่ายคุณทักษิณ  รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยอมรับแล้วว่าที่ผ่านมาฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลคือ พล.อ.เปรม  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่...ท่านเป็นผู้ที่หลายฝ่ายเคารพนับถือ  และมีหลายคนที่จะช่วยประเทศไทยผนึกกำลังกันได้ ซึ่งท่านก็เป็นผู้หนึ่ง  ไม่ใช่ว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ท่านเป็นผู้ที่คนยอมรับ  รวมทั้งรัฐบาลก็ต้องยอมรับนับถือผู้หลักผู้ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;-  จะเสียแนวร่วมหรือไม่ เพราะแนวร่วมรัฐบาลอย่างคนเสื้อแดงก็เผชิญหน้ากับ พล.อ.เปรม  มาโดยตลอด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;เรื่องมันมีหลายมิติ และรัฐบาลต้องมองประเทศชาติ  ผมเชื่อว่าทุกสีทุกฝ่ายก็ต้องมองประเทศชาติ อะไรที่ทำแล้วประเทศชาติไปได้ดี  ผมเชื่อว่าไม่มีปัญหา ทุกวันนี้ก็ไม่มีเสียงสะท้อนว่ารัฐบาลเขาจัดเอาใจใคร  ก็ไม่เห็นมี ทุกคนทุกฝ่ายต้องการให้ประเทศดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;-  ประเมินว่ารัฐบาลจะได้แต้มต่ออะไรในงานรักเมืองไทยเดินหน้าประเทศไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าเราไม่ได้มองว่ารัฐบาลจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อให้ได้คะแนนเสียงขึ้นมามากกว่าพรรคฝ่ายค้านหรือคนอื่น  แต่ผมมองว่านี่ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องผนึกกำลัง เราต้องแข่งกับคนอื่น  ไม่ใช่แข่งกันเอง เราจะเข้าสมาคมอาเซียน ประเทศอื่นเขาไปกันแล้ว แต่เรายังไม่ไปไหน  เราจะสู้เขาไหวได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- หมายความว่าสูตรรัฐบาลบวก  พล.อ.เปรม เท่ากับการเมืองนิ่ง  ประเทศไปข้างหน้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่เราต้องทำหลายอย่าง  เพื่อทำให้ประเทศเข้าสู่แนวทางที่จะช่วยกันพัฒนาประเทศให้ดี  อย่าไปจับคู่ป๋าเปรมกับรัฐบาล ต้องมีขาอื่นที่เดินไปด้วย เราต้องทำหลาย ๆ  อย่างไปพร้อมกันเพื่อให้ประเทศมันดี ทุกคนเข้ามาผูกกันเหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- แม้ภาพในทำเนียบจะแสดงให้เห็นถึงความปรองดอง   แต่ภาพข้างนอกยังถกเถียงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญยังเขย่ารัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;เรามีรัฐธรรมนูญมาเป็น  18 ฉบับ บางมาตราตั้งแต่ฉบับที่ 1 โครงรัฐธรรมนูญยังเหมือนเดิม  แต่เนื้อหาอันไหนไม่ดีก็เปลี่ยนให้มันดีขึ้น  มันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายนะแต่เราเอาสิ่งที่ดีเข้าไปใส่  เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างคล่องแคล่วเป็นประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- แต่เมื่อไรที่รัฐธรรมนูญถูกนำไปรวมกับเรื่องที่ว่าด้วยกฎหมายอาญา  112 ก็จะมีปัญหา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;มันคนละเรื่อง มาตรา 291 เป็นรัฐธรรมนูญ มาตรา 112  เป็นกฎหมายอาญา เราไม่แตะตรงนั้น แม้จะมีบ้างก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัว  เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย ไม่ใช่รัฐบาลแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงมองว่ามาตรา 112  เป็นของต้องห้าม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;สังคมไปมองและพยายามป้ายให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง  ผมกำลังบอกว่ามาตรา 112 เป็นอะไรที่ไม่ใช่เวลานี้ เมื่อไรไม่รู้  เราไม่ได้เข้าไปเกี่ยว ไม่ได้ไปยุ่งด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;-  บทบาทคุณนิวัฒน์ธำรงคือต้องไปทำความเข้าใจเรื่องนี้ด้วยหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ผมก็เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายประชาสัมพันธ์  ผมก็มาคุยกับสื่อเพื่อให้เห็นให้เข้าใจว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลคิด รัฐบาลทำ  เป้าหมายเป็นอย่างนี้ ต้องการทำให้ประเทศดีขึ้น  เพราะเราหยุดการพัฒนามาหลายปีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;-  ถ้าคนมองว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเป็นแนวร่วมในการล้มสถาบันจะอธิบายอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ก็บอกว่าไม่ใช่  เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับการล้มสถาบัน เพราะดูพฤติกรรมจากรัฐบาลก็ไม่มี  มีแต่ถวายความจงรักภักดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- แต่คนจำนวนหนึ่งก็ยังแคลงใจ  คาใจ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ก็เป็นเรื่องของเขา เขาสามารถมองได้  คิดอย่างนั้นได้ด้วยใจบริสุทธิ์หรือไม่ผมไม่รู้ อาจจะมีใจไม่บริสุทธิ์ก็มีไม่น้อยนะ  แต่เราไม่ว่าเขา เขาจะคิดไปก็ปล่อยเขา จะไปบังคับไม่ได้อยู่แล้ว  เพียงแต่ว่าเราต้องพิสูจน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #0000ee;"&gt;-  รัฐบาลชุดนี้จำเป็นต้องมีคนประสานงานกับราชสำนักโดยตรงหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เวลาทำงานเขาก็ต้องทำอยู่แล้ว  เลขาธิการคณะรัฐมนตรีกับสำนักราชเลขาธิการก็ประสานงานกันหลายเรื่อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #0000ee;"&gt;- เรื่องน้ำที่พระองค์ท่านพระราชทานคำแนะนำมาให้ หลักใหญ่ ๆ  คืออะไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ท่านปราโมทย์ (ไม้กลัด) ท่านสุเมธ (ตันติเวชกุล) ดร.สมิทธ  (ธรรมสโรช) ท่านรอยล (จิตรดอน) ท่านอานนท์ (สนิทวงศ์ ณ อยุธยา)  คือทุกคนที่พระองค์ท่านใช้ทั้งนั้น คนพวกนี้แล้วคุณคิดว่าอย่างไร  ก็ไม่ต้องตอบอย่างอื่น ถามว่าสิ่งที่พระองค์ท่านคิดถูกต้องหรือไม่  ก็ถูกต้องมาตั้งนานแล้ว พวกเราต่างหากที่ไม่ทำตั้งแต่ปี 2538  ทำอะไรก็ไม่ตรงกับที่พระองค์ท่านได้ออกแบบไว้  มัวแต่ไปสร้างบ้านจนทางน้ำหายหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;-  ในฐานะที่ดูเรื่องการประชาสัมพันธ์  ทำไมรัฐบาลถึงยังไม่มีโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เราจะหาดีที่สุด  ต้องเป็นคนที่สามารถประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้ดี และต้องรู้จักวิธีการหลาย ๆ  วิธีในการประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่พูดเพียงอย่างเดียว ซึ่งคนในพรรคก็พอมี  แต่อาจจะคนข้างนอกก็ได้ คือเรื่องนี้มันต้องการคนมีไอเดีย มีความคิดสร้างสรรค์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- เป็นมืออาชีพสายธุรกิจ ทางธรรมก็ผ่านมาแล้ว  ในทางการเมืองหวังจะบรรลุอะไรที่นี่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;หวังจะช่วยประเทศชาติ  เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเรา นี่คือสิ่งที่อยากได้  เราก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้งานที่ตั้งใจจะทำไปสู่ความสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- การเมืองมีเงื่อนไขที่ควบคุมไม่ได้เยอะ  จะบริหารจัดการอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ก็ต้องอธิบาย เชิญชวน ชักชวน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลาก ๆ  กันไป เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สังคมรวมกันเป็นก้อนเดียว  ยิ่งเป็นประชาธิปไตยด้วยแล้วการอธิบายอะไรก็เป็นเรื่องใหญ่  มันไม่ใช่ระบบทุบโต๊ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #0000ee;"&gt;- คิดว่าตัวเองจะทนทานการเมือง  จนอยู่ครบสมัยรัฐบาลหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ถ้าถามใจก็อยากอยู่สิ (หัวเราะ)  แต่เขาจะให้อยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;- การลาออกจาก  ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์หมายความว่าต้องอยู่ยาวในรัฐบาล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่ได้อยู่ก็ตกงาน  (หัวเราะ) แต่ต้องเข้าใจว่าเราเข้ามาก็ตั้งใจใช้เวลา 100% กับการทำงานที่นี่  จะให้ผมวิ่งไปรัฐสภาก็จะไม่ดี ผมยังมีงานตามที่ได้รับมอบหมายอีกเยอะ ก็อยากทุ่มเท  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #0000ee;"&gt;- ได้คุมงานด้านสื่อ  ถูกมองว่าจะทำให้การจัดการกับสื่อแนบเนียนยิ่งขึ้นหรือไม่  &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;เวลาส่วนใหญ่ผมไปอยู่ที่เรื่องน้ำ เรื่องโครงการ  เรื่องการควบคุมสื่อ ผมก็มาช่วยเขามากกว่า ผมเชื่อว่าจากความเข้าใจกัน รู้งานกัน  น่าจะช่วยเขาในมุมนั้น อย่างอื่นก็ปล่อยเขาทำไปเถอะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;-  รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 2" มีรัฐมนตรีและที่ปรึกษาส่วนใหญ่จากกลุ่มชินคอร์ป (อินทัช)  เป็นการเข้ามาครอบครองอำนาจในรัฐบาลหรือครอบงำกันแน่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ที่พวกเรามาคือนักทำงาน  ไม่ใช่นักการเมืองสักคน ก็เข้ามาทำงานให้สำเร็จตามนโยบายที่วางเอาไว้  เพราะคนนิยมถึงได้คะแนนเสียงมามาก ก็ไม่มีวัตถุประสงค์อื่น  เราก็ต้องเอาคนทำงานเป็นเข้ามา อย่าคิดว่าเป็นรัฐบาลเอานักการเมือง อาจารย์  นักกฎหมายเข้ามาแล้วทำงานไม่เป็น ประเทศชาติก็เสียโอกาส  วันนี้ต้องทำงานแข่งกับต่างประเทศ ก็ต้องเอาคนทำงานเป็นเข้ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #0000ee;"&gt;- จากโลกไปทางธรรมครั้งหนึ่งแล้ว  ทำไมถึงกลับมาทางโลกอีก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;จริง ๆ ผมไปบวชเพราะผมเออร์ลี่งานไป  เพราะไม่มีไอทีวีแล้ว ไปอยู่ตึกชินสักพักหนึ่ง และผมก็บวชที่ลำพูน  ท่านก็ชวนบวชมาตั้งนานแล้ว ก็ไม่รู้จะบวชยาวหรือสั้น ผมก็เขียนใบลาออกว่า  หลวงพ่อชวนไปบวชและไม่รู้ว่าจะนานหรือไม่ ถ้าบวชนานก็ขอให้เป็นเรื่องลาออก  ถ้าบวชสั้นผมก็จะกลับมาทำงานใหม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทิ้งครอบครัวมา 2 ปีแล้ว  เป็นห่วงครอบครัวก็เลยสึกออกมา ก็ไม่ได้ทำอะไรมาเกือบปี จนกระทั่งเลือกตั้ง  เขาก็ชวนให้มาช่วย เราก็เลยมา ฉะนั้นไม่ใช่จีวรร้อนเพราะการเมือง  เพราะผมสึกมาก่อนเลือกตั้งตั้ง 1 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริง ๆ  แล้วคุณทักษิณก็ไม่ได้ขอให้เราสึกนะ ก็เคยเจอคุณยิ่งลักษณ์  เพราะมีสนามกอล์ฟอัลไพน์ที่เชียงใหม่จัดงานประจำปีก็นิมนต์ให้ไปฉันอาหาร  แต่สนทนาธรรมเรื่องการเมืองไม่ได้มันบาป (หัวเราะ) ผมสึกมาตอนพฤษภาคม 2553 พอดี  ก็ไม่ได้ยุ่งอะไรกับเขาเลย จนกระทั่งเลือกตั้งนั่นล่ะ เพราะงานเยอะไม่มีใครช่วย  เราก็ยินดี เพราะเราทำงานกับเขามาครึ่งชีวิตกับตระกูลนี้ อยู่ไอบีเอ็ม 17 ปี  อยู่ที่นี่อีก 17 ปี ก็พอกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;-  คิดว่าตัวเองจะติดการเมืองหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;อายุปูนนี้ 64 ปีแล้ว  จะติดไปได้อีกกี่น้ำ จะครบสมัยก็ 70 ปี แต่การเมืองจะอยู่อายุเกิน 70 ปีก็ได้  (หัวเราะ) ชีวิตเราก็มีครบหมดแล้ว ครอบครัว ลูกหลาน  อะไรที่เราช่วยได้เราก็ช่วยแล้ว&lt;/span&gt;ที่มา.ประชาชาติธุรกิจออนไลน์&lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-5399811792607755085?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/5399811792607755085'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/5399811792607755085'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_16.html' title='นิวัฒน์ธำรง-ลงธรรมาสน์ ธุดงค์ในทำเนียบ เผยแพร่ลัทธิเพื่อไทย กางสูตรรัฐบาล + พล.อ.เปรม = การเมืองนิ่ง....'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-8771757083885245708</id><published>2012-02-15T08:52:00.002+07:00</published><updated>2012-02-15T08:52:45.650+07:00</updated><title type='text'>5 เงื่อนไขสมานฉันท์  !!?</title><content type='html'>ต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด สำหรับ “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” งานเลี้ยงประสานใจระหว่าง “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี กับ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธาน องคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่จบไปอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง..กับบรรยากาศ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสมานฉันท์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผู้จัดงานนี้ถือว่าคุ้มค่าเงิน 10 ล้านบาท ทั้งเสียงเพลงเบาๆ ที่ประเดิม ด้วย เพลง “รัก” จากวงเยาวชนยะลา ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า ตามด้วยการแสดง ดนตรีวงดุริยางค์ไทยแลนด์ ฟิลฮาร์โมนิก พร้อมด้วยนักร้องประสานเสียงของ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และวงดุริยางค์ซิมโฟร์นี ออเคสตร้า ของเหล่าทัพ ซึ่งทั้งท่านนายกรัฐมนตรี และ “ป๋าเปรม” ต่างก็มีรสนิยมชมชอบในเสียงดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ งานนี้จึงถือได้ว่าใช้เสียงดนตรีเป็นกาวใจ และก็ได้ผลเกินกว่าที่คาดหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับอาหารที่รับรองในงานนี้ ถือว่าเป็นอีกมื้อของความประทับใจ เพราะได้รับการเสกสรรในแบบ “ค็อกเทล” ทั้งอาหารแบบไทยและฝรั่ง โดยทั้งหมดสั่งตรงจาก “โรงแรมปาร์คนายเลิศ” ด้วยบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นกันเอง ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความปรองดองระหว่าง คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย สะท้อน ให้เห็นถึงแสงสว่างในการขับเคลื่อนประเทศไปได้อีกคำรบหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากแต่งานนี้ก็ยังไม่วายมีเสียงบริภาษจาก สังคมถึงความจริงใจในการ แก้ปัญหาความปรองดอง ในครั้งนี้ว่า 10 ล้านบาทจะสูญเปล่าหรือไม่!!!...โจทย์ใหญ่ข้อนี้เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องแสดงบทพิสูจน์ให้ประชาชน เห็นเป็นรูปธรรม เพราะเพียงรอยยิ้มที่ฉาบฉวยบนใบหน้ายังไม่เป็นข้อพิสูจน์ความคลางแคลงใจได้ เนื่องจากกระแส ปฏิวัติที่มีมาก่อนหน้านี้ มีความรุนแรงเกินกว่าจะวางใจกันง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงื่อนไข 5 ประเด็นหลักที่จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของทั้ง 2 ฝ่าย ในครั้งนี้ ก็น่าจะอยู่ที่ประเด็นร้อนๆ ที่กลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ในทุกวงสนทนาของคนในสังคม..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.มาตรา 112 อย่าเสี่ยงไปแตะต้อง เพราะทหาร..ไม่ยอม!!..เสียงฮึ่ม!!.. จาก “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผบ.ทบ.ถือเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจน ที่สุด และเชื่อว่ารัฐบาลเองคงไม่เสี่ยง นอกจากจะมีเหตุผลที่ซ่อนเร้นโดยหวังผลแหย่หนวดเสือเปิดช่องให้ใครบางคนสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.พ.ร.บ.กลาโหม และฤดูโยกย้าย เล็กของกองทัพในห้วงเดือนเมษาฯ..ซึ่ง “จตุพร พรหมพันธุ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้นำข้อมูลการปฏิวัติออกมาเปิดเผยโดยอ้างหน่วยข่าวกรอง ของประเทศสหรัฐอเมริกา..แต่ดันตรงกับจังหวะโยกย้ายอย่างเหลือเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.กรณีกระแสข่าวการขายปตท. และการบินไทย รวมไปถึงการแต่งตั้งคนใกล้ชิดของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ “ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์” คนสนิทนายใหญ่ เข้าไปเป็นเลขานุการ รมว.มหาดไทย “อารักษ์ ชลธาร์นนท์” เป็น รมว.พลังงาน และ “นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคุมสื่อ..ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นภาพสะท้อนให้ฝ่ายตรงข้ามมองได้ว่า “ระบอบทักษิณ” จะกลับมาผงาดอีกครั้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.เกมทวงถามสปิริต ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 วงเงิน 350,000 ล้านบาท และ พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วย เหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 วงเงิน 1,140,000 ล้านบาท ออกมา ในทางไม่เป็นคุณกับรัฐบาล ซึ่งต้องจับตาสถานการณ์หลังจากนั้นว่า จะบังเกิดแพตเทิร์นการเมืองไทยแบบเก่าๆ ตามมาหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.มหาอุทกภัยรอบใหม่ที่กำลังจ่อคอหอยอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าจะมีความ พยายามป้องกันอย่างสุดกำลัง ทั้งในระดับนโยบาย และปฏิบัติ ทั้งมันสมอง และเงินทุน แต่ถ้าหากรอบนี้เอาไม่อยู่รัฐบาลพัง!!.. แต่หากสิ่งที่เรียกว่า การปรองดองประสบความสำเร็จจริงแบบเป็นรูปธรรม โอกาสที่จะเอาอยู่ก็เป็นไปได้สูง เพราะได้รับความสะดวกจากทุกๆ ฝ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงื่อนไขทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมานี้ น่าจะเป็นบทพิสูจน์ถึงความสมานฉันท์และความจริงใจของทั้ง 2 ฝ่าย ที่ถือเป็นกุญแจสำคัญในการ ขับเคลื่อนประเทศไทย ที่ประชาชน เฝ้าจับตา และรอคอยให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:สยามธุรกิจออนไลน์&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-8771757083885245708?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/8771757083885245708'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/8771757083885245708'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/5_15.html' title='5 เงื่อนไขสมานฉันท์  !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-6616499068537349757</id><published>2012-02-15T08:50:00.000+07:00</published><updated>2012-02-15T08:50:06.100+07:00</updated><title type='text'>คิกออฟ.. รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน !!?</title><content type='html'>ดูเหมือนว่าการเมืองไทยกำลังก้าวสู่โหมด “แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50” ฉบับหน้าแหลมฟันดำ! กันโดยไม่รั้งรอ ไม่ว่าฝ่ายรัฐนาวา หรือ “คนเสื้อแดง” ต่างเริ่มเป่านกหวีดกันปรี๊ดปร๊าด แม้เวลานี้..สถานการณ์บ้านเมืองจะยังไม่อยู่ในภาวะที่นิ่งพอ หากแต่ยัง “เอื้อ” ต่อการสะสางการบ้านชิ้นใหญ่ โฟกัสในจังหวะจะโคนของขบวนทัพเสื้อแดงเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้เปิดเกมคู่ขนานไปพร้อมๆ กับรัฐบาล ด้วยการยื่น 6 หมื่นรายชื่อ ชงร่างแก้ไข รธน. มาตรา 291 เสนอต่อประธานรัฐสภา นำไปบรรจุเป็น “วาระสีแดง!” ให้ทันสมัยประชุมสภาฯ รอบนี้ เพื่อเปิดประตูไปสู่การ เลือกตั้ง “ส.ส.ร.3” ให้เข้ามาทำหน้าที่ยกร่าง รธน.ฉบับประชาชน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือที่มาของ ส.ส.ร.จำนวน 100 คน มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ไม่มีการสรรหา และไม่จำกัดวุฒิการศึกษาว่าต้องจบปริญญาตรี โดยมีเหตุผลที่ต้องยื่นแก้ รธน.ปี 50 เพราะ มีที่มาไม่ชอบธรรม เป็นมรดกบาปรัฐประหาร อีกทั้งมีเนื้อหาหลายส่วนที่ขัดต่อสิทธิมนุษยชน ขัดต่อประชาธิปไตย ขัดต่อหลักนิติรัฐและนิติธรรม” นั่นคือคำกล่าวอ้างของ ธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช.ฉะนั้นแล้ว “คนเสื้อแดง” จึงยืนกรานให้แก้แบบ..ยกเครื่องกันใหม่ เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก่อแก้ว พิกุลทอง” ส.ส.เพื่อไทย และแกนนำ นปช. ย้ำหัวตะปูว่า..วันนี้คนเสื้อ แดงได้ช่วยกันเปิดประตูนำประเทศสู่ประชาธิปไตย หลังจากนี้พวกเราจะช่วยกันส่งเสียง ให้ ส.ส.ร.ดำเนินการแก้ปัญหาในรัฐธรรมนูญ ปี 50 คนเสื้อแดงต้องช่วยกันทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ศิวิไลซ์เหมือนนานาชาติ และพวกเรามีหน้าที่รักษารัฐธรรมนูญใหม่นี้ และภารกิจของคนเสื้อแดงก็ควรจะทำทีละภารกิจ กินทีละคำ อย่ามูมมาม!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับบรรยากาศในวันดีเดย์เป็นไป อย่างคึกคัก ซึ่งรอบนอกรัฐสภาได้มีคนเสื้อแดงทยอยกันมาให้กำลังใจอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง โดยต่างคนได้ลั่นเสียงเชียร์กันสนั่นหวั่นไหว มีการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อสนับสนุนการแก้ไข รธน. และตั้งร้านขายของที่ระลึกของคนเสื้อแดง ขณะที่แกนนำ นปช. รวมถึงแนวร่วม และกลุ่ม ส.ส.ที่อยู่ในค่ายเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น จตุพร พรหมพันธุ์, น.พ.เหวง โตจิราการ, ดารณี กฤติบุญญาลัย, เจ๋งดอกจิก และ “น้องเดียร์” ขัตติยา สวัสดิผล ต่างคอยให้การต้อนรับคลื่นสีแดงที่เคลื่อนขบวนมาสู่อาคารรัฐสภา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกไฮไลต์หนึ่งที่นับเป็นสีสันทางการเมือง เพราะระหว่างมวลชนเสื้อแดงกำลังเดินทาง ออกจากรัฐสภา ได้ปะหน้าเข้ากับ “ศุภชัย ใจสมุทร” โฆษกพรรคภูมิใจไทย ก็ได้มีเสียงเป่าปากกันเกรียวกราว.. จนมีรายการลับฝีปาก กันอย่างเผ็ดร้อนทั้งหน้าฉากและหลังฉาก &lt;br /&gt;และนั่นเป็นบรรยากาศในฝั่งเสื้อแดง ที่รวมตัวกันมาเพื่อยื่นร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ โดยคนเหล่านี้ต่างคาดหวังไว้ว่า สิ่งนี้จะเป็น “กลไกประชาธิปไตย” ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จวบจนก้าว สู่โหมดปรองดองที่แท้จริง ซึ่งต้องกอปรไปด้วยหลักนิติรัฐ-นิติธรรม &lt;br /&gt;ท่ามกลาง “ธงสีแดง” ที่กำลังโบกสะบัด! ก็น่าจับตาดูว่า..จะเป็นเส้นทางที่ทอดยาวไปสู่บริบทในการทำคลอด “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” อันแท้จริงได้หรือไม่?! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:สยามธุรกิจออนไลน์&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-6616499068537349757?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/6616499068537349757'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/6616499068537349757'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_15.html' title='คิกออฟ.. รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-8447790861635570634</id><published>2012-02-14T10:40:00.001+07:00</published><updated>2012-02-14T10:41:33.184+07:00</updated><title type='text'>น้ำท่วม.. ยังเป็นประเด็นชี้ตายอันดับหนึ่งของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ !!?</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="1" id="a2apage_sm_ifr" src="http://a2a.lockerz.com/menu/sm8.html#type=page&amp;amp;event=load&amp;amp;url=http%3A%2F%2Fwww.blogger.com%2Fpost-create.g%3FblogID%3D6707874675030493791&amp;amp;referrer=" style="border: 0px currentColor; display: none; height: 1px; left: 0px; position: absolute; top: 0px; width: 1px; z-index: 100000;" transparency="true" width="1"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="position: static;"&gt;&lt;div class="a2a_menu" id="a2apage_dropdown" onmouseout="a2a.onMouseOut_delay()" onmouseover="a2a.onMouseOver_stay()"&gt;&lt;div class="a2a_menu_inside"&gt;&lt;div class="a2a_menu_title_container" id="a2apage_title_container" style="display: none;"&gt;&lt;input class="a2a_menu_title" id="a2apage_title" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="a2apage_wide a2a_wide"&gt;&lt;div class="a2a_tabs a2a_tabs_default"&gt;&lt;div class="a2a_tab_selected" id="a2apage_DEFAULT" onclick="return a2a.tabs.open('DEFAULT')" style="margin-right: 1px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="single clearfix" id="main-content"&gt;&lt;div id="content"&gt;&lt;div class="entry"&gt;&lt;div class="wp-caption aligncenter" id="attachment_22781" style="width: 630px;"&gt;&lt;img alt="" class="size-full wp-image-22781" height="266" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/11/yingluck-flood.jpg" title="yingluck-flood" width="400" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="wp-caption-text"&gt;ภาพจากเว็บไซต์รัฐบาลไทย&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;ท่ามกลางภาพลักษณ์ความชื่นมื่นระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในงานเลี้ยงที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็มีการจุดกระแส “รัฐประหาร” อีกครั้งหนึ่งโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่อ้างข้อมูลจากข่าวกรองสหรัฐและทหารแตงโมภายในกองทัพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าพิจารณาบริบทแล้ว ก็ยังถือว่าน่าสนใจ เพราะอุณหภูมิทางการเมืองที่เงียบสงบไปนาน กลับเริ่มร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้งหลังผ่านช่วงปีใหม่ หลังจากกลุ่ม “นิติราษฎร์” ออกมาจุดประเด็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ-แก้กฎหมายอาญามาตรา 112 จนเกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทั้ง พล.อ.เปรม และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะโดนโจมตีจาก “กองเชียร์” ทั้งสองสี ไม่ว่าจะเป็นประเด็น “เกี๊ยะเซี๊ยะ” “หักหลัง” “ทรยศ” ต่อฝ่ายเดียวกันที่เคยสนับสนุนกันมา แต่ “ภาพความปรองดอง” ที่ออกมากลับได้รับเสียงชื่นชมจาก “คนกลางๆ” ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยไม่น้อย เพราะเป็นสัญลักษณ์แสดงจุดเริ่มต้นของความปรองดองที่สังคมไทยโหยหามานาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง กลับยังไม่รุนแรงจนถึงจุดเดือดเหมือนภาพที่พยายามจะสื่อออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักฐานนี้ถูกย้ำชัดผ่านผลการสำรวจของ “ดุสิตโพล” ระหว่างวันที่ 1-10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่สำรวจคนไทยจำนวนกว่า 5 พันคนต่อการทำงานในรอบ 6 เดือนแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบว่า “ความขัดแย้งทางการเมือง” ถือเป็น “ผลงานยอดแย่” อันดับ 3 ด้วยคะแนน 11.5% เท่านั้น  โดนอันดับแรก “ปัญหาน้ำท่วม” ทิ้งห่างด้วยคะแนน 52% และอันดับสอง “ปัญสินค้าแพง” 36.48% ตามลำดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-24684" height="114" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/dusit-poll.png" title="dusit-poll" width="346" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;ที่มา – &lt;a href="http://dusitpoll.dusit.ac.th/polldata/2555/25551329012886.pdf"&gt;สวนดุสิตโพล&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;เมื่อพิจารณาดูแล้ว ความเสี่ยงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังเป็นเรื่อง “น้ำท่วม” ที่มีอันตรายสูงสุด&lt;br /&gt;น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 ถือเป็น “ประวัติศาสตร์” อีกหน้าหนึ่งของภัยพิบัติในประเทศไทย สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ-สังคมไทยอย่างมหาศาล และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เพิ่งเข้าทำงานหมาดๆ ก็ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการต่อกรกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้เสียงส่วนใหญ่ของสังคมจะไม่โทษรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าเป็น “สาเหตุ” ที่ทำให้น้ำท่วม เพราะภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ห้ามกันยาก และความล่าช้า-ไร้ประสิทธิภาพในการทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยังเป็นแค่เสียงก่นด่าที่ทำให้รัฐบาลเสียคะแนนนิยม แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นจะทำให้ “รัฐนาวา” ล่มลงไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าปี 2555 น้ำยังท่วมอีก เสียงส่วนใหญ่ของสังคมไทยย่อมจะไม่ให้อภัยความผิดซ้ำซากเป็นครั้งที่สองแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายสำคัญที่สุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปัจจุบัน จึงต้องทำทุกทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาพแบบเดียวกันในปี 2555 อีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าดูจากความคืบหน้าของรัฐบาล จะเห็นว่าแผนการฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งที่แล้ว-วางแผนป้องกันน้ำท่วมครั้งต่อไป ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การจ่ายเงินเยียวยาความเสียหายจากน้ำท่วม ยังล่าช้าและไม่ทั่วถึง ทั้งที่ผ่านเวลาน้ำท่วมมาแล้วหลายเดือน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การฟื้นฟูพื้นที่ที่เสียหายจากน้ำท่วม ก็ยังล่าช้า จนนายกรัฐมนตรีต้องลงพื้นที่ “ทัวร์นกขมิ้น” เพื่อติดตามการใช้งบประมาณฟื้นฟูด้วยตัวเอง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ในฝั่งกฎหมายกู้เงินเพื่อวางระบบป้องกันน้ำท่วม-แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ร่าง พ.ร.ก. 4 ฉบับก็เกิดปัญหาโดนฝ่ายค้านสกัดกั้นไปบางส่วน และต้องรอผ่านการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญที่ใช้เวลาอีกนับเดือน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฝั่งคณะกรรมการอย่าง กยอ. และ กยน. ยังมีความขัดแย้งในหมู่กรรมการเป็นระยะ และมีข่าวว่ากรรมการบางคนจะลาออกอยู่เนืองๆ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การตั้ง “หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ” ที่มีอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จ ก็ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ดี ทั้งที่เหลือเวลาอีกไม่มากเมื่อนับถึงฤดูน้ำหลากในปีนี้ และต้องคำนึงถึงเวลาทำงาน-เตรียมการอีกส่วนหนึ่งด้วย (อ่าน &lt;a href="http://www.siamintelligence.com/water-flood-management-committee/"&gt;ครม.เห็นชอบ ตั้ง “คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)” ดูแลปัญหาน้ำเบ็ดเสร็จ&lt;/a&gt;)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;สรุปสถานการณ์ในขณะนี้อาจประเมินได้ว่า การทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังไม่เข้าเป้าในแง่การสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้งคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ ว่าถ้าหากน้ำเยอะอย่างปีที่แล้ว จะไม่เกิดน้ำท่วมซ้ำอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอีกด้าน ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นแบบเงียบๆ คือ “ปัญหาปากท้อง” ที่โค่นรัฐบาลทั่วโลกมาแล้วทุกยุคทุกสมัย การออกมาจุดประเด็น “ของแพง” ของฝ่ายค้านสร้างแรงสะเทือนต่อรัฐบาลไม่น้อย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ประเด็นร้อนที่โค่นรัฐบาลลงในชั่วข้ามคืน แต่การปล่อยให้เกิดภาวะของแพงเรื้อรังต่อไป ย่อมเป็นภาวะกัดกร่อนรัฐบาลไปจนถึงแก่น และสามารถเป็น “ปัจจัยซ้ำเติม” ที่ช่วยฉุดรัฐบาลยามเกิดปัญหาอื่นเข้าแทรกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายแล้ว เราประเมินว่าในปี 2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์น่าจะสามารถประคองตัวผ่านความขัดแย้งทางการเมืองไปได้สำเร็จ แต่ปัญหาเรื่องน้ำท่วม-สินค้าแพง อาจกลายเป็นประเด็นชี้ตายสองอันดับแรก ที่อาจทำให้รัฐบาลต้องเสียหลักอย่างไม่คาดคิด ถ้ายังไม่จริงจังมากพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;Siam Intelligence  Unit&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-8447790861635570634?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/8447790861635570634'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/8447790861635570634'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_14.html' title='น้ำท่วม.. ยังเป็นประเด็นชี้ตายอันดับหนึ่งของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-7995734807417126230</id><published>2012-02-13T10:35:00.000+07:00</published><updated>2012-02-13T10:35:47.306+07:00</updated><title type='text'>เปิดแฟ้ม ครม.เฉลิม..เสนอตั้งกรรมการปราบปราม ทุจริตภาครัฐ !!?</title><content type='html'>โดย : กชพรรณ สุขสุจิตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปิดแฟ้มครม."ยิ่งลักษณ์" เสนอปรับเบี้ยเลี้ยงกองอาสารักษาดินแดน กฟภ.เสนอสร้างเคเบิลใต้น้ำเกาะกรูด ตั้งคณะกรรมปราบปรามทุจริตภาครัฐ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เสนอขออนุมัติงบประมาณสำหรับเงินบำรุงประจำปีของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ เงินบำรุงประจำปีขององค์กรพื้นดินท้องทะเลระหว่างประเทศประจำ ค.ศ. 2011และ 2012 และเงิน Working Capital Fund ประจำปี ค.ศ. 2011 และการเสนอขอปรับอัตราเงินค่าตอบแทนและค่าเบี้ยเลี้ยงสนามของสมาชิกกองอาสารักษาดินเเดง และเสนอผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯเเละรมว.มหาดไทย เสนอโครงการก่อสร้างระบบจำหน่ายด้วยสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะต่างๆ(เกาะกูด เกาะหมาก จ.ตราด) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ เสนอการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ปี 2555 และเสนอขอให้ครม.มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐชุดใหม่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พล.อ.ยุทธ ศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯ เสนอร่างพ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. ... และขออนุมัติการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งสาธารณรัฐเกาหลีกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯเพื่อความร่วมมือด้านปรมาณู &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;สำหรับวาระเพื่อทราบ มีดังนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กระทรวงสาธารณสุข เสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐ ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (ฉบับที่..) พ.ศ. 2539&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กระทรวงมหาดไทย เสนอร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมือง รวม จ.ลำพูน พ.ศ. ....&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ศาลปกครอง เสนอรายงานการปฏิบัติงานของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง ประจำปี 2553&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สภาผู้เเทนราษฎร เสนอรายงานการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ 125 และการประชุมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กระทรวงการต่างประเทศ เสนอผลการเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายกฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำนัก งานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเเห่งชาติ เสนอผลการดำเนินงานของครม.รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วง 3 เดือน (เดือน ก.ย.-พ.ย. 2553)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กระทรวงสาธารณสุข และสปสช. เสนองบดุล และรายงานการรับจ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประจำปีงบประมาณ 2553 และ 2552&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กระทรวง มหาดไทย และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมเเห่งชาติ เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมเเห่งชาติ เรื่องการฟื้นฟูการพัฒนาตามอุดมการณ์แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-7995734807417126230?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/7995734807417126230'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/7995734807417126230'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_13.html' title='เปิดแฟ้ม ครม.เฉลิม..เสนอตั้งกรรมการปราบปราม ทุจริตภาครัฐ !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-1572003898085387667</id><published>2012-02-12T10:23:00.000+07:00</published><updated>2012-02-12T10:23:26.392+07:00</updated><title type='text'>ศึกสายเลือดสีแดง : ชิงหัวขบวน นปช. !!?</title><content type='html'>จับตาการเมืองไทยที่กำลังฝุ่นตลบ แค่การเคลื่อนไหวแห่งวาระแก้ รัฐธรรมนูญก็ยิ่งปรากฏให้เห็น “ชนวน ความคิด” ซึ่งมีทั้งกระแสหนุนและ ต่อต้าน โดยเฉพาะในโมเดลนิติราษฎร์ ที่นักวิชาการหัวก้าวหน้าลงมือ ปรุงเมนู “ไข่ยัดไส้” วางบนจานแก้มาตราร้อน 112 หรือกฎหมายล้มเจ้า! ที่ส่อเค้าว่าจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่บริบทในหมากการเมืองข้างถนน.. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ก็ยังเดินเกมคู่ขนานไปพร้อมกับคณะพรรคเพื่อไทย ด้วยการยื่น 5 หมื่นรายชื่อ เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ในวันที่ 9 ก.พ.นี้ เป็นจังหวะเดียวกับที่รัฐนาวา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เตรียมยื่นแก้ไขมาตรา 291 เพื่อปลดล็อก “ส.ส.ร.3” ซึ่งหากอ่านคิว “เบี้ยดูไบ” ไม่ผิดเพี้ยน! เป้าหมายที่มีไว้พุ่งชน คือรื้อรัฐธรรมนูญ 2550 กันหมดทั้งฉบับ ตามปฏิทินเสื้อแดง..ในอีกสัปดาห์ให้หลังก็จะมีการปรับกระบวน ทัพใหม่ หลังประเมินสถานการณ์การเมือง ตลอดจน “รอยร้าว!” ภายในขบวนเสื้อแดงที่เริ่มขยายวงกว้าง เมื่อแกนนำแดงสายฮาร์ดคอร์ อาทิ ชินวัฒน์ หาบุญพาด-พ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ รวมทั้ง “พายัพ ปั้นเกตุ” และ “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ในอารมณ์ ขัดแย้งรุนแรงกับ “ธิดา ถาวรเศรษฐ” รักษาการประธาน “นปช.แดงทั้ง แผ่นดิน” นั่นจึงเป็นที่มาของภารกิจ “หักด้ามพร้าด้วยเข่า” หวังเปลี่ยนตัวหัวขบวนเสื้อแดงในที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่ครั้งแรกที่แดง..แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เพราะก่อนหน้านี้ในเหตุการณ์ นองเลือดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ก็มีความเห็นที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง ปีกหนึ่งให้ยุติชุมนุม อีกปีกให้เดินหน้าชน ต่อไป ทว่าผลสุดท้ายแกนนำต่างพ่ายแพ้ ติดคุก บางส่วนหลบหนีกระเจิดกระเจิง ไปต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พอได้มาผนึกกำลังรบกันครั้งใหม่ “เสื้อแดง” ก็สามารถโอบอุ้มให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งเข้ามาสู่ “อำนาจรัฐ” ได้ในที่สุด โดยขณะที่มวลชนต่างฉลองกันครื้นเครง แต่แกนนำ หลายคนใช้โอกาสนี้สะสางปัญหาความ ขัดแย้งที่สะสมจนระเบิดออกมา แดงฮาร์ดคอร์ทั้งหลาย ได้แอบเจาะ “รูรั่ว” ให้แก่ขบวนทัพ นปช. ภายใต้การนำของ “ธิดาแดง” โดยย้ำหัวตะปูถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวบุคคล และได้สร้างความแตกแยกภายใน กระทั่ง แกนนำหลายคนไม่เผาผีกันไปแล้ว แค่เฉพาะชุดความคิดและอุดมการณ์ ก็ที่เป็นไปคนละทาง จนปริแยกเหล่านี้ได้ลามไปถึงมวลชนเสื้อแดงกลุ่มอื่นๆ แบบไฟลามทุ่ง..!! แน่นอนว่า.. “เหตุและปัจจัย” ที่เป็นตัวแปร คือแกนนำแต่ละคนก็มีความคิดที่ต่างกันไป บางพวกก็ไม่ยอมรับ ดอกไม้หลายสี หรือยึดมั่นถือมั่นแต่ตัวเองเป็นสำคัญ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างเมื่อกลางปีที่แล้ว แกนนำเสื้อแดงก็มีความเห็นตรงกันว่า..ควรมีการเลือกตั้งประธาน นปช.คนใหม่ให้เร็ว ที่สุดเพื่อให้การเคลื่อนไหวมีความเป็นเอกภาพสอดคล้องกัน อีกทั้งมีการกดดัน ให้ “ธิดา” ไขก๊อก! ด้วยการขู่ว่าจะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหว โดย แยกตัวออกมาเป็นเอกเทศ แบ่งการเคลื่อนไหวเป็นรายภาคทั้งเหนือ-อีสาน พออาการกำเริบหนัก “หัวหมู่คน เสื้อแดง” หลายคนก็เริ่มหายใจไม่ออก จึงคิดจะเปลี่ยนบทกันเล่น หาคนที่เหมาะสมมากกว่าเข้ามาแทนที่ ทำให้ปรากฏชื่อ “ตู่-จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำแดงรุ่นลายคราม และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ถูกนำมาเทียบมวยกับ “ธิดาแดง” หลังจาก “เดอะตู่” ต้องลุ้นอีกเฮือกใหญ่ๆ ในช่วงวาเลนไทน์ สีเลือดว่าตัวเองจะหลุดพ้นสมาชิกภาพ ส.ส.หรือไม่..?! &lt;br /&gt;เวลานี้ศึกชิงประธาน นปช. จึง ได้เริ่มเปิดฉากทั้งเกมบนดินและใต้ดิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้เมื่อ นปช.อยู่ในภาวะตีบตัน กำลังระส่ำระสายเป็นการภายใน คนบางกลุ่มจึงได้มีแนวคิด..แยกมวลชนออกจากการเมือง! เพื่อเป็นฐานมวลชน อีกกลุ่มก้อนที่จะก้าวมาเทียบเคียง “ดุลอำนาจ” กับคณะพรรค นปช. ซึ่งก่อนการระดมมวลชนกลุ่มนี้ขึ้นมา ก็มีการเปิดวงสนทนากับ “ผู้มีอำนาจตัวจริง” อย่างใกล้ชิด..เพื่อเตรียมเคลื่อนไหว ทางมวลชนระลอกใหม่ ที่น่าสนใจ เพราะคนกลุ่มนี้ได้มีรูปแบบการจัดตั้งที่แตกต่างกับ นปช. แบบคนละขั้ว ถึงแม้จะเป็นกลุ่มเคลื่อนไหว เพื่อประชาธิปไตยเหมือนๆ กัน แต่ก็อยู่ ในระดับที่ซึมลึก..ใกล้ชิดกับมวลชนมาก กว่า ซึ่งทั้งหมดจัดเป็นกลยุทธ์หนึ่ง เพื่อ สลายจุดอ่อน..สร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่การเคลื่อนไหวก็มีแนวโน้ม ว่าอาจเป็น “ศึกนอก” ที่ล่อแหลมต่อ ขบวนทัพ นปช.สีแดง แม้จะมีลักษณะ เป็นแนวร่วมเดียวกัน แต่เอา “อุดมการณ์” ที่ต่างกันเป็นตัวแยกปลาออก จากน้ำ และเท่าที่ตรวจสอบนักเคลื่อนไหว กลุ่มนี้ มีการยืนยันแนวทางประชาธิปไตยที่แปลกแยก คือมุ่งเน้นในเชิงปริมาณ อันมาจากการเคลื่อนไหวด้านมวลชน.. แต่ไม่ขายตัวบุคคลที่อาศัยกลไกนักการเมือง หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง มาเป็นฉากหน้า เหนืออื่นใด ด้วยความใกล้ชิดกับ “ฝ่ายทหารป่า” แบบลึกซึ้ง! กลุ่มเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงถูกมองในแง่ที่ว่า..ถูกใช้เป็นกองกำลังใหม่ให้กับ “ฝ่ายขั้วอำนาจ” ทั้งหลายทั้งปวงคงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กันต่อไป ทว่าบริบทใน “ศึกสายเลือด” รอบ นี้ ไม่จบแค่ “ศึกใน” ที่ต้องแย่งชิงกันอย่างเลือดพล่าน หากแต่ยังมี “ศึกนอก” ที่รอเวลาปะทุในองศาเดือด!?! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:สยามธุรกิจออนไลน์&lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-1572003898085387667?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/1572003898085387667'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/1572003898085387667'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_12.html' title='ศึกสายเลือดสีแดง : ชิงหัวขบวน นปช. !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-539800680618452990</id><published>2012-02-11T08:36:00.000+07:00</published><updated>2012-02-11T08:36:20.420+07:00</updated><title type='text'>รมว.กลาโหม เร่งสอบข่าวปฏิวัติ ปลุกแดง 5 แสนต้าน  !!?</title><content type='html'>“จตุพร” ยืนยันได้ข่าวปฏิวัติเดือน เม.ย. จากทหารและข่าวกรองต่างประเทศ ปลุกเสื้อแดง 500,000 คนแสดงพลังต่อต้านวันที่ 25 ก.พ. นี้ รมว.กลาโหมยังไม่ได้รับรายงาน ย้ำมีกระบวนการตรวจสอบภายใน รู้ตัวเองมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ปฏิวัติ “ประยุทธ์” ถามทหารหน่วยไหนจะทำ “ยิ่งลักษณ์” มั่นใจไม่ถูกยึดอำนาจ “ยงยุทธ” เชื่อ “ป๋าเปรม” ร่วมงาน “รักเมืองไทยเดินหน้าประเทศไทย” ส่งสัญญาณปรองดอง คนสนิททักษิณปูด อดีตนายกฯมั่นใจได้กลับไทยปีนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ยืนยันว่า ได้รับข้อมูลจากทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วงสลายการชุมนุมเมื่อปีที่แล้วว่าอาจจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. นี้ ซึ่งตรงกับข้อมูลของเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาที่ยืนยันรายงานข่าวของหน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกาว่าจะมีการปฏิวัติในช่วงเดียวกัน เพื่อความไม่ประมาท ได้นัดประชุมแกนนำเสื้อแดงทุกจังหวัดให้รวบรวมมวลชนแสดงพลังต่อต้านปฏิวัติวันที่ 25 ก.พ. นี้ ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ คาดว่าจะมีคนเสื้อแดงมาร่วมไม่ต่ำกว่า 500,000 คน โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะวิดีโอลิ้งค์มาร่วมงานด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท้า ผบ.ทบ. ให้สัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายจตุพรยังท้าทาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ว่ากล้าประกาศอย่างเป็นทางการหรือไม่ว่าตลอดระยะเวลาที่เป็น ผบ.ทบ. อยู่จะไม่ปฏิวัติ เพราะที่ผ่านมาก่อนปฏิวัติก็ปฏิเสธกันทุกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อยากให้ประกาศอย่างลูกผู้ชายว่าไม่ทำ และไม่ว่าใครเชิญชวนใครสั่งก็จะไม่ทำ” นายจตุพรกล่าวและว่า ขณะนี้ตัวละครที่เกี่ยวกับการล้มรัฐบาลเคลื่อนไหวสร้างเงื่อนไขกันคึกคัก โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ไม่รู้ว่าได้สัญญาณอะไรมาหรือไม่เกี่ยวกับการตีความ พ.ร.ก.กู้เงินของศาลรัฐธรรมนูญ จึงออกมาพูดว่าหากศาลชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญนายกรัฐมนตรีต้องลาออก ทั้งที่ไม่มีกฎหมายอะไรเขียนกำหนดไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จี้ฉับไวจับคนวางแผน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนกรณีที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาเตือนอย่าปากไวนั้น นายจตุพรกล่าวว่า ขอขอบคุณ แต่ก็อยากเรียนกลับไปว่า ท่านก็ต้องไวเช่นกันกับการจับคนที่คิดวางแผนปฏิวัติ วันนี้ไม่มีใครกลัวว่ารัฐบาลจะทำงานไม่ได้ แต่กลัวว่ารัฐบาลจะทำงานสำเร็จอยู่จนครบวาระจนมีการเลือกตั้งสมัยหน้า เพราะรู้อยู่ว่าสู้ในสนามเลือกตั้งไม่ได้ จึงอยากให้ท่านกลับไปดูแลว่าอย่าให้เกิดการรัฐประหารซ้ำรอยวันที่ 19 ก.ย. 2549 จะดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ปู” มั่นใจไม่ถูกยึดอำนาจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องข่าวกรองของสหรัฐอย่างเป็นทางการ ส่วนตัวคิดว่าเราต้องเชื่อมั่นว่ากองทัพไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เรื่องการแสดงความคิดเห็นห้ามกันไม่ได้ แต่เมื่อคนในกองทัพออกมายืนยันแล้วก็ทำให้สบายใจขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่าทุกคนมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง ที่นายจตุพรพูดก็คงอยากจะเตือนไม่ให้เกิด ถ้าทุกคนยืนยันว่าไม่เกิดก็จบ อย่าไปมองว่าใครพูดอะไรแล้วจะทำให้เกิดความแตกแยก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สุกำพล” เร่งตรวจสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พล.อ.อ.สุกำพลยืนยันว่า ไม่มีรายงานเรื่องเตรียมปฏิวัติ แต่เรามีกระบวนการตรวจสอบภายใน ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมมีหน้าที่ไม่ให้มีการปฏิวัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นายจตุพรพูดมากไปหน่อย ไม่สมควรพูดเรื่องนี้ ถ้าหยุดพูดได้ก็ยิ่งดี คำว่านึกว่า คิดว่า ได้ข่าวว่าทำให้เกิดปัญหาโลกแตกมาเยอะแล้ว เป็นกระต่ายตื่นตูมเปล่าๆ เราก็ดูกันไปว่ายังไง พูดไปหมดแล้ว ไม่อยากจะพูดซ้ำซากเรื่องปฏิวัติ แต่ไอ้ตู่พูดบ่อย หากเจอจะบอกว่าอย่าพูดมากได้หรือไม่ อย่าพูดเรื่องนี้เยอะ เพราะไม่ใช่สิ่งดี หากมีจริงก็มากระซิบบอกผมว่าเป็นอย่างไร ไม่ใช่นำมาพูดในขณะที่ประเทศชาติกำลังสร้างความปรองดอง ตอนนี้เหมือน 2 ตู่มาพูดคู่กัน ผมก็เหนื่อยหน่อย อย่างไรก็ตาม คิดว่าผมสามารถพูดกับนายจตุพรได้ ส่วนจะฟังหรือไม่ฟังก็อีกเรื่องหนึ่ง ผมก็สงสัยว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐไปบอกนายจตุพร ไม่บอกทางเรา ก็ตลกดีเหมือนกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ป๋า” ส่งสัญญาณปรองดอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการจัดงาน “รักเมืองไทยเดินหน้าประเทศไทย” ในวันที่ 10 ก.พ. นี้ ที่เชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มาเป็นประธานในงานว่า ไม่ทำให้เกิดผลเสียกับรัฐบาลแน่นอน อยากให้มองวันนี้กับพรุ่งนี้ เรื่องในอดีตก็คืออดีต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังการจัดงานจะทำให้การเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณง่ายขึ้นหรือไม่ นายยงยุทธกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันเลย อย่าไปโยงขนาดนั้น การมาร่วมงานถือเป็นสัญญาณที่ดีที่เราทุกคนต้องการ การจัดงานนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผบ.ทบ. ถามใครจะปฏิวัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันว่า ไม่มีรายงานข่าวกรองทั้งในและต่างประเทศว่าจะมีการปฏิวัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทหารที่ไหนจะปฏิวัติอีก ไปหาข่าวมาว่าเป็นใครแล้วมาบอกผมด้วย หากเห็นว่าใครทำผิดก็แจ้งความ เรามีช่องทางอยู่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่มีการปฏิวัติใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่มีใครรายงานมา เป็นหน่วยไหน กองทัพไหน กองทัพอะไร ส่วนการเชิญ พล.อ.เปรมมาเปิดงาน “รักเมืองไทยเดินหน้าประเทศไทย” ต้องเข้าใจว่าประเทศชาติต้องก้าวเดินไปข้างหน้า ปัญหาต้องช่วยกันแก้อย่าสร้างขึ้นมาอีก อย่ามัวทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แม้ว” มั่นใจกลับไทยปีนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นางกนกพร ศิริพรรณาภิรัตน์ คนสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวระหว่างนำคาราวานคนแดนไกลห่วงใยประชาชนแจกข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่มแก่เด็กนักเรียน โรงเรียนจตุคามวิทยา จังหวัดสุรินทร์ ว่าได้เดินทางเข้าพบอดีตนายกฯอย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดเมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณได้ฝากให้มาบอกพี่น้องประชาชนว่าคิดถึงและห่วงใยทุกๆคน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร พร้อมฝากบอกทุกคนว่าปีนี้จะเดินทางกลับประเทศไทยอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**********************************************************************&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-539800680618452990?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/539800680618452990'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/539800680618452990'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/5.html' title='รมว.กลาโหม เร่งสอบข่าวปฏิวัติ ปลุกแดง 5 แสนต้าน  !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-4733704739614210632</id><published>2012-02-10T08:53:00.000+07:00</published><updated>2012-02-10T08:53:41.130+07:00</updated><title type='text'>หลอกหลอนกลางวัน : คุณชายเกมขย่มซ้ำจาก พท.สะเทือนถึง ปชป.  !!!?</title><content type='html'>ขณะที่ในห้วงเวลาไล่เรี่ยกันได้เกิดปรากฏการณ์กระหน่ำซ้ำจากการแถลงข่าวของรองโฆษกพรรคเพื่อไทย จิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ออกมาเปิดเกมรุกต่อกทม.ซ้ำ ด้วยการประกาศถึงความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ของพรรคเพื่อไทยที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนมกราคม ปี 56 แถมยังพยายามโชว์ฟอร์มการเป็นกูรูด้วยการประเมินว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อาจตัดสินใจไขก๊อกพ้นตำแหน่งก่อนหมดวาระ ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ภายในสิ้นปี 2555 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พร้อมกันนั้นยังได้คณะทำงานในการเตรียมความพร้อม 5 ชุดที่ประกอบด้วย ชุดติดตามตรวจสอบผลงานระดับเขต, ชุดติดตามตรวจสอบผลงานระดับผู้บริหาร กทม. เช่นผลงานผู้ว่าฯกทม., รองผู้ว่าฯกทม., ชุดติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณของกทม., ชุดเผยแพร่ผลงานที่ย่ำแย่ของกทม. และชุดยุทธศาสตร์ “ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม” โดยคนกทม.เพื่อคนกทม.เพื่อพัฒนากทม.อย่างจริงจัง รายงานข่าวยังได้ระบุว่ากรรมการทั้ง 5 ชุดจะชี้ให้คนกรุงเทพฯได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นจากคณะผู้บริหารกทม.ชุดปัจจุบันที่มี “คุณชาย” สุขุมพันธุ์ กำกับดูแล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียกว่าเป็นการส่งสัญญาณชักธงรบกันตั้งแต่หัววัน ประเภทขอพื้นที่ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ชนิดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยหรือมีสัญญาณอะไรแจ้งกันล่วงหน้า แถมยังพ่วงท้ายรายการด้วยการเปิดรายชื่อบุคคลเข้าประกวดประเภทสะท้อนให้เห็นว่าบุคลากรในพรรคมีเยอะเป็นเข่งๆ ไม่ว่าจะเป็น ประภัสร์ จงสงวน กรรมการผู้ช่วยรมว.คมนาคม อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม., นายอุเทน ชาติภิญโญ อดีตประธานคณะกรรมการระบายน้ำลงทะเล ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.), นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หรือแม้กระทั่งแกนนำรุ่นลายคราม ประมุขภาคกทม.อย่าง “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่นั้นยังไม่พอตามรายงานข่าวที่แถลงโดย “จิรายุ” ยังได้กล่าวพาดพิงไปถึง รองผู้ว่าฯธีระชน มโนมัยพิบูลย์ ว่าอาจจะลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. พร้อมกับอ้างว่าเห็นท่านรองผู้ว่าฯเดินทางเข้าออกพรรคปชป.บ่อยๆ พร้อมยังระบุว่าอาจเป็นประเด็นที่ทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เกิดอาการน้อยใจจนมีข่าวว่าจะตัดสินใจไขก๊อกลาออกจากตำแหน่งก่อนหมดวาระ จึงไม่น่าแปลกใจถ้าจะได้เห็นภาพการออกมาตอบโต้จากผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ด้วยลีลาท่าทางนิ่มๆ แต่แฝงด้วยคำคมในแบบฉบับพรรคประชาธิปัตย์ผ่านสื่อมวลชนว่า หากจะลาออกจริงจะบอกผู้สื่อข่าวเป็นกลุ่มแรก ก่อนที่นายจิรายุจะรู้ พร้อมกับหัวเราะด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงปฏิบัติการเขย่าเก้าอี้ผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ไม่ได้เพิ่งมาเปิดฉากอย่างเป็นทางการตามที่ “จิรายุ” เปิดการแถลงตามที่ได้กล่าวในข้างต้น ก่อนหน้านี้หากยังจำกันได้กรณีเรื่องของกล้องซีซีทีวีที่เป็นประเด็นร้อนก็ถูกเขย่ามาแล้วจากพลพรรคเพื่อไทย ถัดจากนั้นมาก็มาเปิดปฏิบัติเขย่าต่อจากการยึดคืนตลาดนัดจตุจักรจากกทม.ในเงื้อมมือของผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ คือบททดสอบด่านแรกที่ทางพรรคเพื่อไทยจัดหนักโดยเฉพาะสำหรับกทม.ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะอย่าลืมว่าผลประโยชน์ในตลาดนัดจตุจักรมีค่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ใต้โต๊ะหรือบนโต๊ะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้ใครต่อใครหลายคนมาแล้ว และดูเหมือนว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา การเมืองแต่ละยุคสมัยต่างเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากรายได้ของตลาดนัดกันทั้งสิ้น กระทั่งมีการมองว่านี่คือแดนสนธยาที่ยาก ต่อการตรวจสอบ ระหว่างมาเฟียกับกลุ่มผู้ค้าแทบจะแยกกันไม่ออก ไม่รู้ใครเป็นใคร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแล้วพรรคเพื่อไทยก็สามารถยึดคืนพื้นที่ตลาดนัดจตุจักรแห่งนี้ได้สำเร็จ แถมเจ้ากระทรวงยังได้ประกาศไว้ชัดเจนเสียงดังฟังชัดว่ายังไงก็ไม่ให้กทม.เข้าไปบริหารตลาดนัดจตุจักรอีกแล้ว พูดกันง่ายๆ ก็คือปิดประตูตลาดนัดสำหรับกทม.เรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าขณะนี้ตลาดนัดจตุจักรถูกเปลี่ยนผ่านจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเพื่อไทยเรียบร้อย พร้อมๆ กับมีรายงานข่าวที่เชื่อถือได้ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมา คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้มอบหมายให้คนของตนซึ่งเคยมีตำแหน่งในการบริหารตลาดนัดเดินทางไปกลุ่มผู้ค้าบางกลุ่มเพื่อเช็กตรวจสอบกระแส จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงมีกระแสข่าวบนหน้าสื่อระบุว่า “คุณหญิง” คือผู้อยู่เบื้องหลังในการยึดคืนพื้นที่ตลาดนัดแห่งนี้มาโดยตลอด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมถึงได้มีชื่อของ “คุณหญิง” ปรากฏบนหน้าสื่ออยู่เรื่อยๆ ในฐานะผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. ขณะที่เจ้าตัวไม่เคยออกมาตอบรับหรือปฏิเสธว่าจะลงหรือไม่ลงเลือกตั้ง แต่ก็คงเป็นเรื่องที่น่าคิดเป็นอย่างยิ่งสำหรับทีมงาน “คุณหญิง” เพราะอย่าลืมว่าครั้งหนึ่งเคยพ่ายต่อ “นายสมัคร สุนทรเวช” มาแล้วจากการเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. จนกลายเป็นฝันร้ายสำหรับ “เจ้าแม่กทม.” เพราะหากพ่ายอีกเป็นคำรบสอง ก็คงจะบอกได้คำเดียวว่างานนี้ “จบเห่” หาโอกาสแจ้งเกิดอีกยาก ดีไม่ดีอาจจะเป็นเงาที่ตามหลอกหลอนเธอไปตลอดชีวิต งานนี้จึงเชื่อว่าทีมงานคงต้องชั่ง น้ำหนักกันอีกหลายยก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าใครจะได้รับมอบฉันทานุมัติให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยในการสู้ศึก คงบอกได้คำเดียวว่าศึกนี้ใหญ่หลวงนัก เชื่อว่าทางพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ยอมให้ยึดสนามเมืองหลวงแห่งนี้ไปได้ง่ายๆ เหมือนเช่นที่ถูกยึดคืนตลาดนัดจตุจักรไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด ทางพรรคเพื่อไทยจึงเตรียมเปิดแผนใหม่ด้วยการเสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ด้วยการเสนอให้มีการเลือกตั้งใน 2 ระดับ กล่าวคือ ระดับแรกเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภากทม. (ส.ก.) ส่วนระดับที่สอง เป็นการเลือกตั้งผู้อำนวยการเขต พร้อมกับยกฐานะบทบาทของสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เสียใหม่ โดยมองว่าการเลือกตั้งในลักษณะเช่นนี้ถือเป็นการกระจายอำนาจไม่ต้องมากระจุกตัวอยู่ที่ผู้ว่าฯกทม.เพียงผู้เดียว งานนี้ทางพรรคมอบหมายให้ “เสี่ยวิชาญ มีนชัยนันท์” ส.ส.กทม.เป็นโต้โผใหญ่ในการขับเคลื่อน ว่ากันว่าตามเกมที่ได้วางไว้ ทางพรรคกำหนดจะให้แล้วเสร็จในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งใหม่ที่จะมาถึงในปี 2556 งานนี้คงต้องเฝ้าติดตามกันต่อให้ดีอย่ากะพริบตา สำหรับศึกชนช้างครั้งใหม่ระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นศึกศักดิ์ศรีที่วางเดิมพันไว้สูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:สยามธุรกิจออนไลน์&lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-4733704739614210632?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/4733704739614210632'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/4733704739614210632'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_10.html' title='หลอกหลอนกลางวัน : คุณชายเกมขย่มซ้ำจาก พท.สะเทือนถึง ปชป.  !!!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-4413670614138083879</id><published>2012-02-09T10:03:00.000+07:00</published><updated>2012-02-09T10:03:00.413+07:00</updated><title type='text'>อานิสงส์ลดภาษีนิติบุคคล หนุนกำไร บจ.ปี55 ทะยานแตะ 6 แสนล้าน ...</title><content type='html'>โบรกฯคาดปีนี้รัฐลดภาษี รายได้หนุนกำไร บจ.พุ่ง 17% ลุ้นแตะ 6 แสนล้านบาท จับตาบริษัทฟื้นจากน้ำท่วมเร่งเดินหน้าแผนลงทุนครึ่งปีหลัง ส่วนปี"54 ยอดทะลุ 5 แสนล้าน โต 10% กลุ่ม"พลังงาน-ธนาคาร- ปิโตรฯ" กำไรโด่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายงานข่าวจากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี ระบุว่า บริษัทได้จัดทำประมาณการกำไรปี 2554 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 496,540 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46,943 ล้านบาท หรือ 10.44% จากปี 2553 ที่มีกำไรรวม 449,597 ล้านบาท กลุ่มที่มีกำไรสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มพลังงาน 182,196 ล้านบาท เติบโต 12.90% ตามด้วยกลุ่มธนาคาร 120,481 ล้านบาท โต 21.65% และกลุ่มปิโตรเคมี 51,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90.29% &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับกลุ่มหุ้นที่กำไรเติบโตลดลง 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ กำไรรวม 1,782 ล้านบาท ลดลงเกือบ 10,000 ล้านบาท หรือ-89.91% จากสิ้นปี 2553 ที่มีกำไรสูงถึง 17,670 ล้านบาท รองลงมากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 4,488 ล้านบาท ลดลง 2,414 ล้านบาท หรือ -34.97% และกลุ่มยานยนต์ 2,240 ล้านบาท ลดลง 922 ล้านบาท หรือ -29.15%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ บล.กรุงศรียังได้ประมาณการกำไรของหุ้นกลุ่มหลัก ๆ ในตลาด เช่น กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กำไรรวม 25,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,000 ล้านบาท หรือ 43.61% กลุ่มวัสดุก่อสร้าง 31,338 ล้านบาท ลดลง 10,000 ล้านบาท หรือ -23.94% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 17,660 ล้านบาท ลดลงประมาณ 2,000 ล้านบาท หรือ -10% กลุ่มสื่อสาร 29,433 ล้านบาท ลดลง 8.4%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นางสาวอาภาภรณ์ แสวงพรรคผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตัวเลขคาดการณ์กำไร บจ.ใน ปี 2554 อยู่ที่ 516,376 ล้านบาท เติบโต 10% ซึ่งเติบโตได้ดีเนื่องจากมีกำไรสะสม ในช่วง 9 เดือนแรกที่สูง เมื่อไตรมาส 4/54 เกิดภาวะน้ำท่วม บางบริษัทบางธุรกิจได้รับผลกระทบจนกำไรลดลง บางรายขาดทุน แต่เมื่อรวมกำไรทั้งปี ไม่ได้ส่งผลกระทบหนักมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยกลุ่มที่เห็นชัดว่าได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมคือ กลุ่มส่งออก กลุ่มขนส่ง กลุ่มประกัน ที่มีกำไรลดลงแต่ไม่ถึงกับขาดทุน ขณะที่กลุ่มยานยนต์ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้รับผลกระทบทางตรง จะมีผลกำไรขาดทุนในช่วงไตรมาส 4/54 แต่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้เร็วในไตรมาส 2/55 และจะกลับมามีผลประกอบการปกติก็ไตรมาส 3-4 ประกอบกับปีนี้รัฐลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผลประกอบการ บจ. คาดว่าปีนี้กำไรรวมของ บจ.จะอยู่ที่ 583,876 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14% &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า แม้ผลประกอบการของ บจ.ใน ปี 2554 จะเติบโตน้อยกว่าปีก่อนหน้านี้ แต่เชื่อว่า บจ.ยังจะจ่ายเงินปันผลงวดสิ้นปี 2554 ตามปกติ แม้ได้รับผลกระทบ น้ำท่วม เพราะบริษัทที่มีประวัติจ่ายเงิน ปันผลสูงอย่าง ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ที่ยังจ่ายเงินปันผลได้ในอัตราสูง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่เม็ดเงินการลงทุนก็ยังมีมองว่าบริษัทที่มีแผนการลงทุนอยู่แล้วก็จะยังลงทุนต่อเนื่อง และมีหลายบริษัทที่มี แผนลงทุนแต่ก็ยังสามารถจ่ายปันผลในอัตราที่สูงได้ เช่น เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) ซึ่งมีแผนลงทุนสร้างโรงงานและรุกธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มเติม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"การลงทุนในช่วงต้นปีนี้ ตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวขึ้นไปรับข่าวการฟื้นตัวของกำไร บจ.ปี 2555 บล.กสิกรฯแนะนำการลงทุนให้ทยอยซื้อ จากที่ปลายปีที่แล้วยังไม่แนะนำให้ลงทุน ปีนี้คาดดัชนีปรับตัวตั้งแต่ 1,110-1,150 จุด และหลังจากนั้นจะเห็นตลาดปรับฐาน ซึ่งต้องระมัดระวังแรงเทขายหากมีข่าวลบยุโรปเข้ามา" นายกวีกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านนายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ คาดว่า ตลาดยังจับตาดูการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนของภาครัฐ รวมทั้งแนวโน้ม บจ.ที่จะลงทุนเพิ่มในปีนี้ และปีนี้คาดการณ์ผลประกอบการจะเติบโต 17% กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจและมี ผลประกอบการเติบโตคือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ธนาคาร รับเหมาก่อสร้าง ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ต้องรอดูในครึ่งปีหลังว่าจะมีความต้องการซื้อโดยเฉพาะบ้านแนวราบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ส่วนตลาดหุ้นได้รับรู้ข่าวการฟื้นของกำไร บจ.บางกลุ่ม รวมทั้งการเติบโตของกำไรในปีนี้ไปหมดแล้ว หากจะให้ดัชนีปรับตัวขึ้นไปมากกว่า 1,100 จุด จะต้องอาศัยข่าวดีเซอร์ไพรส์ตลาด ซึ่งเป็นข่าวนอกเหนือการคาดการณ์ที่จะหนุนเงินไหลเข้ามาในตลาดหุ้น" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายจักรกริช เจริญเมธาชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ภาพรวมผลประกอบการของ บจ. ปีนี้จะชะลอเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับกลุ่มธนาคารที่มีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นโดยรวมได้รับผลกระทบจากการปล่อยสินเชื่อที่ชะลอ และต้องจ่ายเงินค่านำส่งเพิ่มขึ้น ทำให้กำไรกลุ่มนี้ออกมาฉุดกำไรของ บจ.โดยรวม แม้จะมีปัจจัยบวกจากการลดภาษีนิติบุคคลของรัฐบาลก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เราประเมินว่า EPS (อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น) ปีนี้ยังเติบโตอยู่ 10% กลุ่มที่น่าลงทุนยังคงเป็นกลุ่มยานยนต์ ปิโตรเคมี พลังงาน ที่มีทิศทางขาขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ต้นทุนสูงจากการปรับเงินเดือนหรือค่าแรงขั้นต่ำ เช่น กลุ่มก่อสร้าง อุตสาห กรรมการผลิต" นายจักรกริชกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:มติชนออนไลน์&lt;br /&gt;/////////////////////////////////////////////////////////////&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-4413670614138083879?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/4413670614138083879'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/4413670614138083879'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/55-6.html' title='อานิสงส์ลดภาษีนิติบุคคล หนุนกำไร บจ.ปี55 ทะยานแตะ 6 แสนล้าน ...'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-8087867490003874196</id><published>2012-02-08T09:23:00.000+07:00</published><updated>2012-02-08T09:23:28.092+07:00</updated><title type='text'>แกไม่มีสิทธิ์.. ข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ (ว่าด้วยเรื่อง เงินกู้) !!?</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img alt="" class="imagecache imagecache-W600" height="134" src="http://www.bangkok-today.com/files/imagecache/W600/images/2012/02/07/article-12052--uphkg3927151.jpg" title="" width="200" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลา 2 วัน รวม 15 ชั่วโมง พิจารณาร่าง พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ และ พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ซึ่งเป็น 2 ใน 2 พ.ร.ก.ที่พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้านตั้งป้อมถล่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะหากทำให้ พ.ร.ก.ของรัฐบาลถูกตีตก หรือเดี้ยงได้ ย่อมมีผลทางการเมืองกระทบต่อสถานะของรัฐบาลอย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ของการดิสเครดิตกันในทางการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นจะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ก้าวแรกที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินหน้าผลักดันที่จะออก พ.ร.ก.ที่เกี่ยวโยงกับการกู้เงินจำนวน 4 ฉบับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจการลงทุน และเพื่อการบริหารจัดการน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรรคฝ่ายค้านก็เดินหน้าสกัดตั้งแต่ก้าวแรกเรื่อยมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย 2 ฉบับถูกฝ่ายค้านยื่นให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความไปแล้ว ซึ่งก็เท่ากับถูกแช่ให้เรื่องต้องสะดุดหรือล่าช้าจากกระบวนการตีความตรงนี้อย่างน้อยก็เดือน 2 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่อีก 2 ฉบับก็ถูกขึ้นเขียงในที่ประชุมสภาฯ และกลายเป็นประเด็นปะทุขึ้นมาอย่างที่คาด เพราะเมื่อเห็นว่าการชี้แจงการทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการที่จะต้องออก พ.ร.ก.การเงิน 4 ฉบับนี้ของ&lt;br /&gt;นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถที่จะทำได้ดี&lt;br /&gt;ฝ่ายค้านก็มีการเสนอขอให้นับองค์ประชุมทันที เพราะเห็นว่ามีจำนวนสมาชิกอยู่ในห้องน้อย และไม่มีรัฐมนตรีรับฟังการประชุม ซึ่งเมื่อเล่นเกมด้วยการให้นับองค์ประชุม ก็เลยโดนเล่นเกมกลับ โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้เสนอให้ปิดการอภิปรายเพื่อลงมติ เพราะเห็นว่าได้อภิปรายมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ไม่มีอะไรเพิ่มเติม อีกทั้งยังมี พ.ร.ก.การเงิน อีก 2 ฉบับที่จะอภิปรายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อที่ประชุมประชุมเสียงข้างมากลงมติปิดการอภิปราย และลงมติรับรอง พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับ ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ ฝ่ายค้านก็วอลค์เอาท์ออกจากห้องประชุม ไม่ร่วมลงคะแนนด้วย&lt;br /&gt;ซึ่งแม้ไม่มีฝ่ายค้านร่วมลงคะแนน แต่การลงคะแนนรับ พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับก็สามารถผ่านคะแนนได้ทั้ง 2 ฉบับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มองถึงผลกระทบต่อแผนบริหารจัดการน้ำกรณีที่ พ.ร.ก.กู้เงิน ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเพียงแค่ 2 ฉบับ เพราะอีก 2 ฉบับ ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อน ว่าความจริงต้องการให้ผ่านการพิจารณาทั้งหมดโดยเร็ว เพื่อเดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำได้ แต่คงต้องรอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราต้องเคารพในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ จะพยายามต่อไป และต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำไปก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่ฝ่ายค้านวอล์คเอ้าท์ออกจากห้องประชุมสภาฯ ไม่ยอมลงมติ พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาลนั้น ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาอะไร เพราะเท่าที่ฟังต่างเห็นด้วยในการออก พ.ร.ก. และเห็นด้วยในการนำเงินต่าง ๆ ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนจริง ๆ เพราะมีภาระ โดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยที่สูง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างน้อย พ.ร.ก. 2 ฉบับดังกล่าว จะช่วยพยุงและแก้ปัญหาเบื้องต้นให้ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ถือว่ามีศักยภาพด้วยตัวเอง และธนาคารต่าง ๆ ก็ประสานงานเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามหากจะให้การดำเนินการสอดคล้องกันทั้งหมด ก็ควรจะผ่านความเห็นชอบ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับโดยเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาก็คือ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับจะเดินหน้าได้เร็ว ทันกับสถานการณ์น้ำในปีนี้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ คนใน คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) หลายคนก็ยอมรับแล้วว่า ปีนี้โอกาสที่น้ำจะท่วมนั้นมีความเป็นไปได้สูง อย่างนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการ กยน. ก็ระบุว่า รัฐบาลเน้นหลักการแนวทางการจัดการน้ำภาพรวมเพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรม และได้มีการเตรียมพื้นที่รับน้ำ หรือหน่วงน้ำให้น้ำนองไว้ 2 ล้านไร่ ตั้งแต่พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ตามแนวแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน จากนั้นลงมาที่พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ อ.บางบาล อ.เสนา อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดยแบ่งพื้นที่กันประมาณกลุ่มละ 1 ล้านไร่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราตั้งสมมุติฐานไว้ที่ ปริมาณน้ำฝนมากเท่าปีที่แล้ว ทุกอย่างเหมือนปี 2554 ทั้งหมดเราจะสามารถป้องกันน้ำท่วมขังบริเวณโดยรอบกรุงเทพฯและปริมณฑล เพราะในปีนี้เรามีการบริหารจัดการ แต่ทุกอย่างต้องทำได้ตามแผนด้วยจะทำให้เราสามารถลดการท่วมขังลงไปได้ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังมีจุดที่กังวล และเป็นอุปสรรคคือเรื่องพื้นที่น้ำนอง เพราะมาตรการในการบริหารจัดการน้ำเพื่อลดการท่วมขังในพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจและพื้นที่เมือง อาจจะทำให้น้ำท่วมขังในพื้นที่ทุ่งรับน้ำเร็วขึ้น ซึ่งจากปีที่แล้วเริ่มท่วมในเดือน มิ.ย. หรือ ก.ค. แต่ปีนี้อาจจะเร็วขึ้นคือเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.ก็จะมีน้ำท่วมขังแล้ว มันท่วมขังนานก็จริง แต่ไม่ลึก พื้นที่ไม่มาก”นายอานนท์ กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์เช่นนี้ มุมมองแบบนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับคนในพื้นที่น้ำท่วมอย่างหลีกไม่พ้น มีใครบ้างจะทำใจได้กับคำว่า ปีนี้จะต้องโดนน้ำท่วมซ้ำ เพราะมาถึงวันนี้บรรดา 2.6 ล้านครัวเรือนที่ถูกน้ำท่วมนั้น ล้วนแล้วแต่ยังไม่ฟื้น ยังซ่อมแซมบ้านและทรัพย์สินไม่ได้ครบทั้งหมดเลย&lt;br /&gt;เงินเยียวยาครอบครัวละ 5,000 บาท ไม่ได้มากหรือไม่ได้เพียงพอที่จะซ่อมบ้าน ซ่อมรถยนต์ ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือซื้อเฟอร์นิเจอร์ด้วยซ้ำ แถมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกครอบครัวละไม่เกิน 30,000 บาท ก็โดนเงื่อนไขของกรมป้องกันสาธารณภัยบีบยุบบีบยิบไปหมด และหาก อบต.ไหน แกล้งซื่อบื้อยึดตามตัวอักษร โดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริงด้วยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายๆหลังวงเงินเยียวยา 30,000 บาท ได้ตัวเงินจริงๆไม่กี่ร้อยบาท เจ้าหน้าที่ อบต.ที่ลงพื้นที่ไปประเมินเพื่อตีราคาชดเชยโดนด่าจนหูชา โดนไล่ออกจากบ้านเหมือนหมูเหมือนหมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซ้ำร้ายการไฟฟ้านครหลวง ที่มี นายอาทร สินสวัสดิ์ เป็นผู้ว่าการ และการประปานครหลวง ที่นายเจริญ ภัสระ นั่งเป็นผู้ว่าการ ก็ติดโรคดีแต่พูด ว่าจะช่วยเหลือเยียวยาผู้ใช้น้ำใช้ไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วม แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ได้กำชับดูแลลูกน้อง หรือไม่ได้ทำงานให้เป็นระบบ จึงปรากฏว่าบิลค่าน้ำค่าไฟที่ออกมาได้สร้างความสยดสยองให้กับผู้เดือดร้อนน้ำท่วมกันเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำท่วมต้องอพยพหนีออกจากบ้านไปเป็นเดือน 2 เดือน ดันทะลึ่งมีค่าใช้น้ำใช้ไฟ แถมปริมาณที่ใช้ดันมากกว่าการใช้ปกติตอนน้ำไม่ท่วมเสียอีก ต้องมีการร้องเรียนกันอุตลุด ขนาดที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายประวิช รัตนเพียร ต้องออกมาช่วยตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องเรียนในเรื่องนี้โดยเฉพาะแล้วเวลานี้&lt;br /&gt;แต่การประปา การไฟฟ้า ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุง หรือไม่ได้ลดค่าน้ำค่าไฟให้เป็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วม อย่างที่ผู้ว่าฯคุยฟุ้งเอาไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ จากผลกระทบทางจิตใจของคนที่โดนน้ำท่วม และกำลังวิตกจริตเรื่องการจะต้องโดนน้ำท่วมซ้ำอีกหรือไม่ ทำให้ประชาชนผู้เดือดร้อนทั้งหมด จึงไม่เข้าใจการเอาแต่เล่นเกมการเมืองของฝ่ายค้าน ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งแง่กับ พ.ร.ก. ทั้ง 4 ฉบับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญไม่เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ พ.ร.ก. ในครั้งนี้ แม้แต่สมาชิกวุฒิสภาขั้วตรงข้ามรัฐบาล คือ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา และคณะ 69 คน ก็ลงชื่อยื่นคำร้องประธานวุฒิสภาให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่ากฎหมายฉบับหลังมีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้จนต้องออกเป็นพระราชกำหนดหรือไม่เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แผนของรัฐบาลที่จะใช้ พ.ร.ก.ที่เกี่ยวข้องการบริหารจัดการน้ำ 4 ฉบับ เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการทำงาน ทั้งการป้องกันน้ำท่วมและการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ก็เลยสะดุดไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะเมื่อมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความชี้ขาด พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับ ตอนนี้เท่าที่ทำได้ก็คือต้องรอคอย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะบอกง่ายๆว่าคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 1 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ก็ออกตัวไว้ล่วงหน้าว่าที่ผ่านๆมาในกรณีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ศาลพิจารณาไม่เกิน 2 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วในช่วง 2 เดือนนี้ จะทำอย่างไร กับการดำเนินงานตามจุดมุ่งหมายของ พ.ร.ก. ที่จะไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมทั้ง พ.ร.ก.อีก 2 ฉบับที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องสืบเนื่องกัน แม้จะไม่ได้ถูกตีความ และผ่านสภาไปแล้ว แต่ก็ต้องถูกดึงๆเกมเพื่อรอคอยผลอันสมบูรณ์จากอีก 2 ฉบับที่ถูกตีความไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามก็คือในระหว่างรอผลวินิจฉัยของพ.ร.ก การลงมือปฏิบัติเพื่อป้องกันน้ำท่วมครั้งต่อไปของรัฐบาลจะทำอย่างไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากทุกอย่างล่าช้า จนทำให้การแก้ไขป้องกันน้ำท่วมล่าช้า ประชาชนต้องถูกน้ำท่วมซ้ำอีกปี พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ และนายคำณูนกับบรรดา ส.ว. ขั้วตรงข้าม จะแสดงความรับผิดชอบหรือไม่?&lt;br /&gt;เพราะจริงแล้วเรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ ควรที่จะรู้ดีว่า การออก พ.ร.ก. การเงินนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีแนวทางในการยื่นตีความ พ.ร.ก.ทุกฉบับมาแล้ว่า จะจบลงด้วยการชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญว่า&lt;br /&gt;เป็นอำนาจในการบริหารของรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยคดีที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่ตรา “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” (พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552) โดยไม่ผ่านสภา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายค้านในขณะนั้น ซึ่งนำโดยพรรคเพื่อไทย ก็ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มี คำวินิจฉัยที่ 11/2552 โดยมติเอกฉันท์ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ดำเนินการตรา “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” โดยถูกต้องแล้ว จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นในวันนี้เมื่อรัฐบาลเพื่อไทย เป็นผู้ตรา พ.ร.ก. และประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน สถานการณ์จึงแค่กลับด้านกันเท่านั้น ที่สำคัญตุลาการผู้พิจารณาคดีทั้ง 9 คน ยังเป็นชุดเดิม แม้จะมีการสลับตำแหน่งประธานศาลแล้วก็ตาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในเมื่อบริบทในทางกฎหมาย ซึ่งศาลจะต้องนำมาใช้พิจารณานั้นเหมือนกัน นั่นคือ หลักเกณฑ์ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 184 ซึ่งใน คำวินิจฉัยที่ 11/2552 ศาลได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยเป็นสองประเด็นด้วยกัน คือ ประเด็นแรก พ.ร.ก. นั้น ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และประเด็นที่ 2 ก็คือ พ.ร.ก. นั้น ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงแ รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้อ้างเหตุสภาพวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่ตกต่ำ จึงจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจไทย ส่วนรัฐบาลเพื่อไทย ได้อ้างถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังมหาวิกฤตอุทกภัย โดยการกู้เงินและโอนหนี้จำนวนมหาศาลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นแล้วหากกรณีที่ กรณ์ จาติกวณิช ขอออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์สามารถทำได้เพราะเป็นอำนาจบริหาร ซึ่งถือเป็นคำวินิจฉัยที่มีมาตรฐานในระดับหนึ่งนั้น&lt;br /&gt;แม้นายกรณ์ อาจจะคิดแบบเด็กๆว่า ถ้าเป็นตัวเองต้องการจะกู้เงิน ก็ต้องทำได้ แต่หากเป็นคนอื่นจะใช้หลักการเดียวกันบ้างกลับทำไม่ได้ ทำนองว่า “ข้ากู้ได้ แต่เอ็งกู้ไม่ได้”นั้น น่าจะเป็นสไตล์ความคิดแบบเด็กๆ ที่ไม่ควรมีน้ำหนักต่อการวินิจฉัยหรือตีความของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะอย่างน้อยศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เคยมีบุคลิกเด็กเล่นขายของ เหมือนกับแก๊งการเมืองทำมาก่อน&lt;br /&gt;ดังนั้นแม้จะมีหลายฝ่ายที่ห่วงเรื่อง 2 มาตรฐาน ห่วงเรื่องจุดยืนที่ผ่านมาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายคน ว่าไม่มีใครสามารถให้ความมั่นใจได้ว่าผลการตีความในครั้งนี้จะออกมาเช่นเดิมหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บางกอก ทูเดย์ ยังเชื่อมั่นว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุคนี้ที่มี วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องมีมาตรฐานเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะทั้งนางสาวยิ่งลักษณ์ และนายกิตติรัตน์ ก็ชี้แจงยืนยันแล้วว่า หลักการที่จำเป็นจะต้องเร่งออก พ.ร.ก. ก็เพื่อมาใช้เป็นหลักประกันความมั่นใจให้กับทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศ ไม่ถอดใจ ไม่ย้ายฐานการผลิตหนีประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็คงต้องดูว่าสุดท้าย 4 พ.ร.ก.ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำแผน และการลงมือปฏิบัติเพื่อป้องกันน้ำท่วม จะฝ่าพงหนามได้หรือไม่???&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา.บางกอกทูเดย์&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-8087867490003874196?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/8087867490003874196'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/8087867490003874196'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_2211.html' title='แกไม่มีสิทธิ์.. ข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ (ว่าด้วยเรื่อง เงินกู้) !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-8745191266592681954</id><published>2012-02-08T09:11:00.000+07:00</published><updated>2012-02-08T09:11:12.072+07:00</updated><title type='text'>เดินแต่เกมการเมือง !!?</title><content type='html'>ประสิทธิภาพ ฟอร์มการทำงาน ช่างบ่มิไก๊ ไม่ได้เรื่อง&lt;br /&gt;คิดแล้วก็เคือง, เรื่องไม่เป็นสับประรดขลุ่ย ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ค้าน พรก.โอนหนี้ให้แบ็งค์ชาติ และ พรก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท&lt;br /&gt;น้ำฝน น้ำเขื่อน น้ำเหนือ น้ำทุ่ง เตรียมประชิดมิดท่วมหัวอีก อย่างระเนระนาด&lt;br /&gt;แต่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขวางอย่างตาลีตาเหลือก ไม่ให้มีการกู้เงิน มาแก้ปัญหาน้ำท่วมเสร็จสรรพ&lt;br /&gt;เป็นศัตรูกับ “รัฐบาลปู”ก็เป็นไป...เอาประชาชนเป็นตัวประกันทำไม?..น้ำท่วมบรรลัย รับผิดชอบไปนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ปราบให้เกลี้ยง&lt;br /&gt;ผับนรก ผับอุบาทว์ ค้ายาไอซ์ ยาเลิฟ ทำลายเยาวชนของชาติ.. “ท่านสุรพล พงษ์ทัตศิริกุล” ผู้ว่าฯชลบุรี ต้องใช้มาตรการเอาให้เดี้ยง&lt;br /&gt;คำสั่งกวาดล้างแหล่งนรก สถานเริงรมย์อเวจี ทั่วพัทยา เหนือ ชลบุรี เสียงชมไม่ขาดปาก&lt;br /&gt;แต่มีอิทธิพลเหลือหลาย ผับดังหลังโลตัส แอเรีย นาเกลือ บางละมุง ชื่อหวานเจี๊ยบ ค้ายาเย้ย “ท่านผู้ว่าฯสุรพล” เป็นอันมากส์&lt;br /&gt;ได้คุณอา คุณน้า อดีตนายพลสีกากีใหญ่?..เป็นแบ็กหนุน จึงทำอะไรไม่เกรงกลัวกฎหมาย &lt;br /&gt;เสียงชมผู้ว่าฯสุรพลไม่ขาด..ปราบยาเสพติดได้เก่งชะมัด?.ช่วยปราบที่นี่ให้ขยาดด้วยได้มั้ย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;---------------------------------&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มาด้วยไฟ ไปด้วยน้ำ&lt;br /&gt;“รัฐบาลปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังเดินหน้าเต็มพิกัด ไม่มีอะไรในกอไผ่&lt;br /&gt;แม้บางฝ่าย, พยายามจะจุดไฟ เพื่อให้เกิดการ “ปฏิวัติ-รัฐประหาร” ให้ได้ ..เพื่อคว่ำรัฐบาลให้จม&lt;br /&gt;อาศัย “นายกฯยิ่งลักษณ์” เป็นคนที่พูดกับปากตรงกับใจ จึงแก้ปัญหาทุกอย่างจนคลายปม&lt;br /&gt;แต่ยังมีคน “มือบอน” สร้างเรื่องเท็จ กรุเรื่องลวง ปั้นน้ำเป็นตัว เพื่อโค่น “นายกฯปู”อยู่ไม่หยุด&lt;br /&gt;นึกหรือว่า, ทำแล้วมีเกียรติ...อย่าหาว่ายัดเหยียด?...ท่านช่างทำตัวน่าเกลียด อย่างสุด..สุด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;---------------------------------&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ยกตัวเองเสียลอย&lt;br /&gt;“เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคตัวจริง เอ่ยปากคุยอย่างเอนจอย&lt;br /&gt;ว่าตัวเองมี “ความหล่อ” เกินห้ามใจ&lt;br /&gt;ก้อ,คุยว่าหล่อลากดินหยั่งงี้, จึงมีคนเฮิร์ทอย่างมาก จะบอกให้&lt;br /&gt;โดยเฉพาะกับ “วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์” นักรบประชาธิปไตย แห่งกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ว่าถ้า “สุเทพ”หล่อระดับเทพ เขาก็หล่อยิ่งกว่าเทวดา&lt;br /&gt;ดูทุกส่วนหล่อมีแขก....แต่ที่บ้านสุเทพทุบกระจกแตก?..ไฉนจึงโวแหลก ว่าหล่อนักหนา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;--------------------------------&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“ประชาธิปไตย”ต้องมีอันดับ&lt;br /&gt;ให้อยู่อำนาจลากยาว มันเป็นเผด็จการ นะครับ&lt;br /&gt;ในยุค”ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกุล นั่งหัวโด่เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” ไปต่อวีซ่าให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน สืบทอดอำนาจได้เกิน ๘ ปี&lt;br /&gt;ต้นฉบับแห่งโลกประชาธิปไตย สหรัฐอเมริกา หรือ อังกฤษ ให้เอกเขนกอยู่ได้ ๒ เทอม แล้วต้องใส่เกียร์ถอยหลัง ออกจากตำแหน่ง ทั้งนั้นแหละคุณพี่&lt;br /&gt;เมื่อให้มีการต่อวีซ่าโควตาอยู่ในตำแหน่งกันจนตายไปข้าง จึงเกิดเหตุสังหารฆ่ากันตายเป็นว่าเล่น&lt;br /&gt;รอยบาปที่เกิด....ชักจะเลยเถิด?..ไม่น่าที่จะเกิดขึ้น เลยนะเนื้อเย็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:คอลัมน์ ตอดนิดตอดหน่อย,บางกอกทูเดย์&lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-8745191266592681954?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/8745191266592681954'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/8745191266592681954'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_08.html' title='เดินแต่เกมการเมือง !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-6886915335593892208</id><published>2012-02-07T09:41:00.000+07:00</published><updated>2012-02-07T09:41:08.521+07:00</updated><title type='text'>เคลียร์หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ แบงก์เอกชนอ่วม !!?</title><content type='html'>โดย : ศรัณย์ กิจวศิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผ่าแผนเคลียร์หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ แบงก์เอกชนอ่วม-แบงก์รัฐรวย! ความเหลื่อมล้ำการแข่งขัน เสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาวที่กำลังถูกสั่นคลอน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แม้ขณะนี้ยังไม่มีบทสรุปว่า ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ปี 2555 จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการได้หรือไม่ แต่ภาระการหาเงินชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ยก้อนมหึมาตกมาอยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ "แบงก์ชาติ" เกือบจะเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภาระอันหนักอึ้งที่ แบงก์ชาติ ถูกยัดใส่มือนี้ คงไม่ใช่งานง่ายเหมือนที่เคยคาดคิดไว้ในช่วงแรก เพราะเดิมแบงก์ชาติ คิดสูตรเรียกเก็บเงินนำส่งจากธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบต่างๆ จนได้ตัวเลขค่อนข้างชัดเจนว่า หากเก็บอัตรา 0.55-0.6% จะเป็นอัตราที่ "ปลอดภัย" โดยไม่ต้องพะวงกับปัญหาว่าจะหาเงินจากแหล่งใดมาชำระดอกเบี้ยเพิ่มในปีแรกๆ ที่มีกว่า 6-6.8 หมื่นล้านบาท&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ฝั่งกระทรวงการคลังโดย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ต้องการให้เก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์เพราะจะไปเพิ่มภาระแก่ผู้ฝากเงิน ผู้กู้เงิน รวมถึงผู้ถือหุ้น ...ดังนั้น "โจทย์การหาเงินมาชำระหนี้ก้อนนี้" จึงถูกย้อนกลับมาที่แบงก์ชาติให้ปวดสมองกันอีก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ปัจจุบันหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) มียอดคงค้างรวม 1.14 ล้านล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่เกือบๆ 6% หรือเฉลี่ยปีละ 6.8 หมื่นล้านบาท แต่ในจำนวนนี้จะทยอยครบกำหนดชำระ และหนี้ก้อนใหม่ที่จะรีไฟแนนซ์ มีดอกเบี้ยลดลง คาดว่าอยู่ที่กว่า 3%  แต่ต้องขึ้นกับฝีมือของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ด้วยว่าจะบริหารหนี้ล็อตใหม่ที่ออกมารีไฟแนนซ์ และมีดอกเบี้ยถูกลงมากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำหรับปี 2555 จะมีหนี้หรือพันธบัตรกองทุนฟื้นฟูฯ ครบกำหนดชำระ ประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งพันธบัตรที่ออกใหม่ คาดว่าจะมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3% เศษ ลดลงครึ่งหนึ่งของอัตราดอกเบี้ยเดิม เท่ากับปีถัดไปจะช่วยประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยลงได้กว่า 8 พันล้านบาท ดังนั้นยอดดอกเบี้ยที่ต้องชำระปีถัดไป ซึ่งเป็นปีแรกที่แบงก์ชาติรับภาระจึงตกอยู่ที่ประมาณ  หมื่นล้านบาท&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คำถาม คือ แบงก์ชาติจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ย!!?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แน่นอนว่า ถ้าไม่ต้องการเพิ่มภาระให้ธนาคารพาณิชย์จนส่งผลกระทบกับผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน และผู้กู้เงิน ตามโจทย์ที่กระทรวงการคลังตั้งไว้ แบงก์ชาติก็ต้องเก็บค่าธรรมเนียมอัตราเดิมที่ธนาคารพาณิชย์นำส่งแก่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก คือ 0.4% เพียงแต่จะครอบคลุมไปถึงตั๋วบี/อีด้วย จากเดิมที่ตั๋วบี/อีไม่ถูกนับรวม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากข้อมูล ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2554 พบว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ มียอดเงินฝากคงค้างรวม  7.75 ล้านล้านบาท ขณะที่ตั๋วบี/อี มียอดคงค้างรวม 1.57 ล้านล้านบาท เมื่อรวมยอดเงินฝากและตั๋วบี/อีเข้าด้วยกันจะมียอดรวม 9.32 ล้านล้านบาท&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดังนั้นหากเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบนฐานเงินนี้ที่ 0.4% เท่ากับว่า แบงก์ชาติจะได้เงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 3.72 หมื่นล้านบาท ซึ่งห่างไกลกับดอกเบี้ยที่ต้องชำระร่วมๆ 2.28 หมื่นล้านบาท ...คำถามที่ตามมาคือ แบงก์ชาติ จะหาเงินจากไหนมาโปะในส่วนที่ขาดตรงนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หากดูแหล่งรายได้อื่นๆ ที่แบงก์ชาติเคยส่งสัญญาณไว้ว่า จะนำผลตอบแทนที่ได้จากการบริหารทรัพย์สินของกองทุนฟื้นฟูฯ และผลการดำเนินงานของแบงก์ชาติกรณีที่มีผลกำไรมาร่วมจ่ายหนี้ก้อนนี้ด้วย แต่ตามข้อเท็จจริง ผลตอบแทนก็ไม่สูงมาก เช่นกรณี ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุนฟื้นฟูฯ เฉลี่ยปีละ 5 พันล้านบาท โดยมาจากผลตอบแทนเงินปันผลจากหุ้น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ หุ้นบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนแหล่งรายได้จากการดำเนินงานของแบงก์ชาตินั้น เป็นแหล่งรายได้ที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนแต่ละปี ซึ่งปีใดที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น ปีนั้นแบงก์ชาติจะขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ แต่ถ้าปีใดเงินบาทอ่อนค่าลง แบงก์ชาติจะมีกำไร ดังนั้นรายได้จากแหล่งนี้ จึงเป็นเพียง “ตัวแถม” ที่แบงก์ชาตินำมาใช้ คือ ปีใดมีกำไรก็นำมาใช้ชำระหนี้เงินต้น &lt;br /&gt; โดยสรุป คือ แหล่งรายได้ที่แบงก์ชาตินำมาใช้ชำระดอกเบี้ยจากหนี้ก้อนนี้ น่าจะแค่ รายได้จากการบริหารสินทรัพย์ภายใต้การดูแลของกองทุนฟื้นฟูฯ และรายได้ค่าธรรมเนียมบนฐานเงินฝากและตั๋วแลกเงิน ดังนั้นถ้าคิดค่าธรรมเนียมที่อัตรา 0.4% ซึ่งจะได้เงินประมาณ 3.72 หมื่นล้านบาท รวมกับผลตอบแทนจากสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ อีก 5 พันล้านบาท เท่ากับแบงก์ชาติจะมีรายได้รวมเพียง 4.22 หมื่นล้านบาทต่อปี จึงไม่พอสำหรับจ่ายหนี้แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามสูตรเดิมที่แบงก์ชาติ เคยวางไว้ว่าจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอัตรา 0.55% กรณีนี้จะได้เงินประมาณ 5.12 หมื่นล้านบาท เมื่อบวกกับผลตอบแทนจากสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุนฟื้นฟูฯ อีก 5 พันล้านบาท เท่ากับรายได้รวมจะอยู่ที่ 5.6-5.7 หมื่นล้านบาทใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระที่ 6 หมื่นล้านบาท ...สูตรนี้จึงเป็นสูตรที่แบงก์ชาติวางใจในการหาเงินมาชำระหนี้ รวมทั้งสามารถทยอยปรับลดลงได้ในปีหลังๆ หากฐานเงินฝากและตั๋วบี/อีขยายตัวขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทั้งนี้ หลังมีกระแสข่าวว่า นายกิตติรัตน์ไม่เห็นด้วยหากจะเรียกเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์เพิ่ม จนกระทบกับผู้ฝาก ผู้กู้เงิน และผู้ถือหุ้นนั้น ทำให้แบงก์ชาติ ต้องปรับสูตรคิดค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากธนาคารพาณิชย์ใหม่ และเคาะตัวเลขออกมาอยู่ที่ 0.52% หรือเพิ่มขึ้นจากเดิม 0.12%&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำหรับตัวเลข 0.52% นี้ คำนวณจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีของนิติบุคคล ที่ภาครัฐลดอัตราจาก 30% เหลือ 23% เมื่อตีมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้ส่วนนี้แล้ว เฉลี่ยปีละ 1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.12% ของฐานเงินฝากและตั๋วบี/อีของธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นหากแบงก์ชาติขอเก็บเพิ่ม จากส่วนต่างจุดนี้ ก็ไม่น่ากระทบกับธนาคารพาณิชย์จนต้องผลักภาระไปยังผู้ฝาก และผู้กู้เงิน&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม หากดูตัวเลขที่ 0.52% แบงก์ชาติจะมีรายได้ประมาณ 4.84 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมรายได้จากผลตอบแทนของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุนฟื้นฟูฯ วงเงิน 5 พันล้านบาท เท่ากับแบงก์ชาติ มีรายได้รวมอยู่ที่ 5.34 หมื่นล้านบาท แต่ยังขาดเงินอีกจำนวนหนึ่งเพื่อชำระดอกเบี้ยปีแรกๆ ดังนั้นก็คงไม่ที่กระทรวงการคลังจะช่วยอุดหนุนส่วนที่ขาดตรงนี้ในช่วงปีแรกๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำหรับฝั่งของธนาคารพาณิชย์นั้น เรื่องค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระเพิ่ม ดูจะไม่เป็นปัญหาหนักเท่ากับปัญหา "ความเหลื่อมล้ำการแข่งขัน"โดยเฉพาะหากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบนฐานเงินฝากรวมถึงตั๋วบี/อี ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยปัจจุบันจ่ายอยู่ 0.4% เฉพาะบนฐานของเงินฝาก ก็ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเสียส่วนแบ่งตลาดให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กรณีนี้ ฝ่ายวิจัยธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้ศึกษาพบว่า ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเพิ่มทุกๆ 0.01% จะมีผลให้เงินฝาก  7 พันล้านบาท ไหลออกจากธนาคารพาณิชย์ไปยังธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ดังนั้นถ้าแบงก์ชาติเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 0.15% อาจทำให้ยอดเงินฝากไหลออกจากแบงก์พาณิชย์ 1.05 แสนล้านบาท โดยช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์โตเพียง 5% เท่านั้น &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ปัจจุบันเงินฝากของธนาคารพาณิชย์มากกว่าเงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เพียง 2.5 เท่า จาก 4 ปีก่อนที่เคยมากกว่าถึง 4.2 เท่า ล้อไปกับดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจที่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นจึงใช้พฤติกรรมการไหลออกของเงินฝาก จากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมาประเมินความเป็นไปได้ที่เงินฝากจะไหลออกจากระบบธนาคารพาณิชย์ไปสู่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ” ฝ่ายวิจัยธนาคารทหารไทยประเมินไว้"&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้ยังส่งผลต่อเนื่องถึงประสิทธิภาพของเครื่องมือนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายไปถึงดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ หากเครื่องมือเหล่านี้ขาดประสิทธิภาพที่ดี ก็คงหนีไม่พ้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ที่อาจถูกสั่นคลอนได้!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-6886915335593892208?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/6886915335593892208'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/6886915335593892208'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_07.html' title='เคลียร์หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ แบงก์เอกชนอ่วม !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-472008323037638627</id><published>2012-02-07T09:22:00.000+07:00</published><updated>2012-02-07T09:22:35.091+07:00</updated><title type='text'>บุกสำรวจ แม่สอด-เมียวดี บูมเศรษฐกิจ 2 เมือง 2 ประเทศ !!?</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;คอลัมน์  เจาะลึกเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;table align="left" border="0" cellpadding="1" cellspacing="5"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;tbody&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;tr bgcolor="#400040"&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;td&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;img align="bottom" border="0" hspace="0" src="http://www.prachachat.net/news-photo/prachachat/2012/02/inv08060255p1.jpg" width="300" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma;"&gt;&lt;span style="color: #006600; font-weight: bold;"&gt;เมืองแม่สอด และ "เมืองเมียวดี" ประเทศพม่า&lt;/span&gt; &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;หลังมีความพยายามผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด  รองรับการพัฒนาตามเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic  Corridor : EWEC) เชื่อมระหว่างฝั่งตะวันออกคือจังหวัดมุกดาหาร และฝั่งตะวันตกคือ  ฝั่งอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #006600; font-weight: bold;"&gt;หากประเทศไทยสามารถจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดสำเร็จ  ประตูแม่สอด-เมียวดี  จะเป็นจุดเปลี่ยนการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและพม่าที่สำคัญในอาเซียน  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการสำรวจพื้นที่พบว่า "แม่สอด" แม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ กลางหุบเขา  มีพื้นที่ประมาณ 1,986 ตารางกิโลเมตร  แต่ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจคึกคักอย่างมาก เมืองเจริญเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน  ปัจจุบันกำลังมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ โชว์รูมรถยนต์ ร้านค้า ร้านอาหาร  โรงแรมขนาดเล็กอีกหลายสิบแห่ง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีทั้งชาวเขา ชาวพม่า  ชาวกะเหรี่ยง คนอพยพจากอำเภอเมืองตากเข้าไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน  รวมทั้งชาวพม่าที่มีภรรยาหรือสามีเป็นคนไทย นอกจากนี้ยังมีชุมชนอิสลาม  ตั้งถิ่นฐานอยู่กันมายาวนาน โดยไม่มีความขัดแย้งกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชื่อหรือไม่ว่า  สาวพม่าในแม่สอดบางคน อยู่แม่สอดตั้งแต่เล็กจนโต พูดไทยชัดเปรี๊ยะ  แต่พูดพม่าแทบไม่ได้สักคำ เพราะไม่เคยข้ามฝั่งกลับบ้านเกิด  แต่วันนี้ยังคงถือสัญชาติพม่า เธอเล่าว่า อยู่เมืองไทยทำมาหากิน ค้าขายได้สะดวก  ทุกวันนี้มีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวบ้านในแม่สอดหลายคนเห็นว่า แม่สอด  แม้จะเป็นเมืองหลายวัฒนธรรม  แต่ก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรในแง่การดึงดูดการท่องเที่ยว  แต่ก็มีความพยายามในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงรุกมากขึ้น  โดยเฉพาะการท่องเที่ยวตามแนวชายแดน เพราะจุดแข็งของแม่สอด คือ การท่องเที่ยวชายแดน  ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมทัวร์ไหว้พระ 2 ฝั่งไทย-พม่า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้จึงมีความพยายามผลักดัน "แม่สอด"  ให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เพราะแม่สอดมีศักยภาพในการค้าขายชายแดน  เฉพาะการค้าระหว่างไทยกับพม่าที่ด่านแม่สอดอยู่ ที่ปีละ 3 หมื่นล้านบาท  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญรัฐบาลพม่าได้เปิดด่านแม่สอด-เมียวดีอีกครั้ง เมื่อวันที่ 5  ธันวาคม 2554 หลังจากปิดด่านมานานนับปี เริ่มมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น  ทั้งชาวไทยและต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวแม่สอด  และข้ามด่านไปไหว้พระในวัดชื่อดังที่เมียวดี ไม่ว่าจะเป็นวัดจระเข้ วัดหินใหญ่  หรือวัดเจดีย์ทอง ที่จำลองแบบมาจากเจดีย์ชะเวดากอง  ส่งผลให้ช่วงหลังมานี้มีโรงแรมขนาดเล็กเกิดขึ้นจำนวนมากในแม่สอด เพื่อรองรับ  นักท่องเที่ยว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากจุดแข็งด้านการค้าชายแดนที่สำคัญแล้ว "แม่สอด"  ยังมีตลาด ค้าพลอยที่ขึ้นชื่อ  ส่วนหนึ่งเพราะจังหวัดตากเป็นตลาดนำเข้าพลอยจากพม่าที่สำคัญของประเทศไทย  เนื่องจากมีเพียงแม่น้ำเมยกั้นเขตแดนเท่านั้น  และยังอยู่ใกล้แหล่งพลอยหลายแห่งในพม่า เช่น เหมืองโมกก  เหมืองพลอยที่อยู่ทางตอนเหนือของพม่า ทั้งนี้พลอยที่นำจากพม่าสู่เมืองตาก  มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 80 ส่วนใหญ่เป็นทับทิมและไพลิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาทีนี้  เสียงจากแม่สอดได้แต่ คาดหวังว่า หากนครแม่สอดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้จริง  การค้าชายแดน การลงทุน การท่องเที่ยวในเมืองแม่สอดจะเติบโตคึกคักกว่านี้หลายเท่าตัว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก "แม่สอด" ทีมข่าวได้ข้ามไปฝั่งจังหวัด "เมียวดี"  ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-พม่า โดยมีแม่น้ำเมยเป็นเขตกั้น  สภาพของเมืองเมียวดีเป็นเมืองเปิด ในตัวเมืองมีการพัฒนา ไปพอสมควร มีโรงพยาบาล  โรงเรียน ตลาด และวัดวาอาราม แต่ถนนหนทางยังขรุขระ มีฝุ่นคละฟุ้ง  แต่บรรยากาศคึกคักในยามที่ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรยากาศการค้าค่อนข้างคึกคัก สินค้าที่วางจำหน่ายในเมียวดี  โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค พบว่าส่วนใหญ่นำเข้าจากไทยแทบทั้งสิ้น  ส่วนการปกครองเป็นแบบท้องถิ่น มีทหารพม่าและกองกำลังชนกลุ่มน้อยผสมกัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้รู้อธิบายว่า "เมียวดี" อาจเป็นจังหวัดเล็ก ๆ  แต่จุดเด่นสำคัญคือเป็นเมืองผ่านสินค้านำเข้าและส่งออกหลักที่สำคัญจากไทย  และอินโดจีนเข้าสู่ตลาดย่างกุ้ง และบางส่วนส่งตรงไปถึงอินเดีย  ล่าสุดมีการเปิดธนาคาร KBZ ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในพม่า สาขาเมียวดีแล้ว  เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของแม่สอด-เมียวดี  พร้อมกับรองรับเขตเศรษฐกิจชายแดนของทั้งสองเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่าจุดเด่นของ "เมียวดี"  นอกจากเป็นเมืองผ่านสินค้าแล้ว  งานสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนากับวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนถือเป็นจุดขายเช่นกัน  โดยเฉพาะวัด อาทิ วัดมิเจากง หรือวัดจระเข้ วัดเด้ถั่นเอ่ หรือวัดอธิษฐาน  และวัดเจ๊าลงจี หรือวัดก้อนหิน ซึ่งมีเรื่องราวตำนานที่น่าค้นหาแตกต่างกัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือ "แม่สอด" และ "เมียวดี" 2 เมือง 2 ประเทศ  ที่มีเศรษฐกิจชายแดนเติบโตคู่กัน เป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญ ยิ่งของกลุ่มอาเซียน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;"&gt;ที่มา:ประชาชาติธุรกิจออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;"&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-472008323037638627?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/472008323037638627'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/472008323037638627'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/2-2.html' title='บุกสำรวจ แม่สอด-เมียวดี บูมเศรษฐกิจ 2 เมือง 2 ประเทศ !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-1769345242536824544</id><published>2012-02-06T10:34:00.000+07:00</published><updated>2012-02-06T10:34:39.735+07:00</updated><title type='text'>พม่า.ดาวรุ่งน้องใหม่ ทุนนอกหลั่งไหล..ดันเสือศก.เอเชีย !!?</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;span style="color: #005800; font-size: small;"&gt;โดย บลจ. บัวหลวง จำกัด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="background-color: #fff2cc;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;span style="color: #0b5394; font-size: medium;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;พม่าว่าที่เสือเศรษฐกิจของเอเชีย?&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่โดดเดี่ยวและถูกลืมอยู่นานกว่า  2 ทศวรรษ หลังจากที่โดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากประเทศตะวันตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #006666;"&gt;ในที่สุด  พม่าก็กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจมากที่สุด นับตั้งแต่  นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มาเยือนเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา  ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่สหรัฐส่งตัวแทนไปเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ  เป็นสัญญาณว่า  พม่ากำลังเปิดประตูกว้างเพื่อรับประชาธิปไตยและโลกตะวันตกมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้าการมาเยือนของนางฮิลลารี  คลินตัน พม่าได้มีการปฏิรูปประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เช่น  การดำเนินโยบายผ่อนปรนแก่ชนกลุ่มน้อยมากขึ้น  เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เป็นต้น &lt;span style="color: #006666;"&gt;นอกจากนี้  พม่ามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนต่างๆ  รวมทั้งเตรียมปรับปรุงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้สอดคล้องกับ  มาตรฐานสากล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;img src="http://www.prachachat.net/gallery/fullimages/2012/02/1328422642.jpg" style="height: 234px; width: 312px;" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ล่าสุด  การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 19 ณ เกาะบาหลี  ประเทศอินโดนีเซีย ได้มีการตกลงรับรองพม่าเป็นประธานอาเซียน ประจำปี 2557  ก่อนการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ส่งผลให้&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;พม่ากลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมสุดสุด  นักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกต่างจับจ้องความเคลื่อนไหวของพม่าอย่างใกล้ชิด  เพื่อหาช่องทางในการเข้าไปลงทุน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอดีตภายใต้การปกครองของประเทศ  อังกฤษในช่วงปี 1930 ประเทศพม่าเคยรุ่งเรืองเป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์  ประชากรส่วนใหญ่มีการศึกษา และมีการลงทุนจากต่างชาติ  แต่แล้วหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พม่ากลับกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุด  จากการปกครองของรัฐบาลทหาร นโยบายทางเศรษฐกิจที่ล้มเหลว  และการโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ รายได้ต่อคน (GDP per Capita) อยู่ที่เพียง 804  เหรียญสหรัฐต่อปี เป็นอันดับ 156 ในโลก เปรียบเทียบกับคนไทยที่มีรายได้ต่อหัว 5,281  เหรียญสหรัฐ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว นิยามทั่วไปของคนชั้นกลางที่เริ่มจะมีกำลังซื้อคือ  คนที่มีรายได้ 3,000 เหรียญสหรัฐขึ้นไป ส่วน GDP ของประเทศพม่าอยู่ที่ 8.2  หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เปรียบเทียบกับ GDP ประเทศไทยที่ 6  แสนล้านเหรียญสหรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันพม่ากำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก  รวมทั้งนักลงทุนไทยอีกครั้งในฐานะแหล่งลงทุนแห่งใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วย  ทรัพยากรธรรมชาติ นักลงทุนต่างชาติได้หลั่งไหลสู่ธุรกิจพลังงาน และทรัพยากรต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ ดีบุก สังกะสี ทองแดง  และอัญมณีจำพวกเพชร พลอย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลผลิตสำคัญของพม่า  อีกทั้งประชากรจำนวน 55 ล้านคน  ก็ทำให้พม่าเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจและยังมีแรงงานจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #006666;"&gt;ที่ตั้งของพม่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญมีชายแดนเชื่อมต่อกับ  5 ประเทศ และสามารถเข้าถึงประชากร 2.6 พันล้านคน หรือ 40% ของประชากรโลก  พม่าจึงเป็นประตูสำคัญของทั้งจีนและอินเดีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนที่ต้องการขยายเส้นทางการค้าและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ  ให้กับมณฑลทางตะวันตก เช่น มณฑลยูนนาน ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเล ดังนั้น  จึงต้องใช้พม่าเป็นประตูสู่ทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดีย ปัจจุบันจีนนำเข้าน้ำมัน  80% ผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นช่องทางที่แออัดและกว้างเพียงไม่กี่กิโลเมตร  หลังจากที่ท่าเรือน้ำลึกและระบบการขนส่งระบบรางและระบบท่อส่งก๊าซได้รับการ  สร้างขึ้นในพม่า จะทำให้เรือขนส่งไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา  ซึ่งจะทำให้การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางและแอฟริกาไปจีนและประเทศลุ่มแม่  น้ำโขงเร็วขึ้น  และจะช่วยประเทศในอาเซียนเชื่อมต่อกับอินเดียได้ดีขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ตัว เลขการลงทุนในพม่าของต่างชาติ (Foreign direct  investment) ปี 2554 สูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ  เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ที่มีเม็ดเงินลงทุนเพียง 300  ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/span&gt; &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;โดยมีจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่สุดคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 70%  ของนักลงทุนต่างชาติ&lt;/span&gt; บริษัทข้ามชาติระดับใหญ่หลายราย อย่างเช่น คอมเมิร์ซ  แบงก์ เอจี ธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 ของเยอรมนี  สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาแห่งชาติเยอรมนี (DEG) บริษัท เชฟรอน และเอ็กซอนโมบิล  ผู้สำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติชั้นนำของโลก และบริษัทโคคาโคลา  ต่างแสดงความสนใจในการไปลงทุนในพม่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;img src="http://www.prachachat.net/gallery/fullimages/2012/02/1328422545.jpg" style="height: 363px; width: 242px;" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #006666;"&gt;บริษัทไทย ก็ไม่น้อยหน้า นำโดยบริษัท อิตัลไทย จำกัด  (มหาชน) ที่เดินหน้าก่อสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย  หลังศึกษามานานถึง 11 ปี บนพื้นที่ 200,000 ไร่  หรือใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถึง 10 เท่า เฟสแรกใช้งบลงทุนประมาณ 4,000  ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนน และท่าเรือ  จากนั้นจะเปิดรับผู้สนใจร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก อาทิ โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน  โรงปิโตรเคมี โรงเหล็ก ซึ่งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท  ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้ยืนยันว่า ต้องการมาลงทุนในโครงการนี้  ส่วนบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)  ได้รับสัมปทานโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ อายุสัมปทาน 30 ปี  มูลค่าการลงทุนประมาณ 60,000 ล้านบาท&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักลงทุน  ยังมองเห็นว่าเสน่ห์ของพม่านั้นอยู่ที่ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;"ความสดใหม่"&lt;/span&gt; ของประเทศ เนื่องจากเป็นเวลานานกว่า  21 ปี ที่ชาติตะวันตกได้ออกมาตรการคว่ำบาตรพม่า ซึ่งหมายความว่า  ชาติตะวันตกอย่างสหรัฐและยุโรปไม่ได้เข้าไปทำการค้าหรือเข้าไปลงทุนในพม่า เลย  ดังนั้น&lt;span style="color: #006666;"&gt; ในสายตานักลงทุน  พม่าจึงเปรียบเสมือนตลาดใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยโอกาสและช่องทางลงทุนมากมาย  นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ได้เริ่มหลั่งไหลเข้ามาตั้งแต่ปี โดยมีวัดที่งดงาม  และสถาปัตยกรรมในยุคอาณานิคม เป็นจุดดึงดูด และคาดว่า  จำนวนห้องพักโรงแรมจะขาดแคลนอย่างหนักในปีนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;img src="http://www.prachachat.net/gallery/fullimages/2012/02/1328422665.jpg" style="height: 250px; width: 375px;" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม  แม้บรรยากาศในพม่าขณะนี้ จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความคึกคักและความหวัง &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;แต่เส้นทางของพม่าในการก้าวเข้าสู่บทบาทของการเป็น  "เสือเศรษฐกิจ" ของภูมิภาคนั้นยังคงอีกยาวไกล ทั้งนี้  เพราะสภาพแวดล้อมในพม่ายังคงไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนมากนัก  ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้ประสิทธิภาพ ระบบสาธารณูปโภคที่ยังไม่แข็งแกร่ง  โดยเฉพาะไฟฟ้า ถนน และท่าเรือ ที่ยังไม่ได้มาตรฐานสากล  และอัตราแลกเปลี่ยนที่มีปัญหา &lt;/span&gt;ล่าสุดพม่าตกลงที่จะให้ประเทศสิงคโปร์  มาอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิรูปภาคกฎหมาย ธนาคาร และการเงิน  รวมถึงชี้แนะแนวทางการพัฒนา การค้าขาย การวางผังเมือง  และการท่องเที่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #006666;"&gt;พม่า  จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่า "พร้อม" ที่จะเป็นเสือเศรษฐกิจของเอเชีย  โดยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและจริงใจในการเปลี่ยนแปลงประเทศและการ  ปฏิรูปการเมือง ขณะเดียวกัน  ยังต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันเป็นอิสระจากร่มเงาของกองทัพและลด  ปัญหาการทุจริต&lt;/span&gt; เมื่อสามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ เชื่อว่าอีกไม่นาน  ชาติตะวันตกก็จะเริ่มผ่อนมาตรการคว่ำบาตร ตามสหภาพยุโรป  และนักลงทุนต่างชาติจะพากันมาลงทุนในประเทศดาวรุ่งที่น่าจับตาแห่งนี้ ถึงแม้ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ณ ตอนนี้ อาจจะยากที่จะไปลงทุนโดยตรงในประเทศพม่า  แต่เราควรตื่นตัวกับการเปิดเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านเรา  ยิ่งพม่าเปิดประเทศมากเท่าไร ยิ่งเป็นผลดีกับประเทศไทย  เพราะต่างชาติย่อมต้องใช้ประเทศไทยเป็นเกตเวย์สู่ประเทศพม่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: x-small;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ที่มา นสพ.มติชน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-1769345242536824544?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/1769345242536824544'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/1769345242536824544'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_06.html' title='พม่า.ดาวรุ่งน้องใหม่ ทุนนอกหลั่งไหล..ดันเสือศก.เอเชีย !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-4739511696631503707</id><published>2012-02-04T16:34:00.000+07:00</published><updated>2012-02-04T16:34:25.877+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='TID'/><title type='text'>ล้มเจ้าหรือล้มรัฐ..</title><content type='html'>เผือกร้อนตกเรี่ยราดตามรายทางปริมณฑลการเมืองไทยจนน่าวังเวงหัวใจ!!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิติราษฎร์ ณ ม.112 สอดคล้องกับ โปรเจกต์ล้มรัฐได้โดยเผอิญและบังเอิญเหมือนเป็นคนละเรื่องเดียวกัน..ภาพ 4 ผบ.ทบ. “บิ๊กป้อม-พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีต ผบ.ทบ. “พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์” อดีตผู้บัญชาการสูงสุด (ผบ.สส.) และอดีต ผบ. ทบ. “บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” อดีต ผบ.ทบ. และ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ. ทบ.) ร่วมเป็นประธานเททองหล่อพระเกตุมาลาพระนาคปรก “ปกเกล้า ปกแผ่นดิน” และยกองค์ฐานองค์พระฯ ขึ้นประดิษฐาน ที่วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมุมทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ มันย่อม สะท้อนให้เห็นนัยยะสำคัญทางการเมืองไทย ในยามที่บรรยากาศประเทศเริ่มไม่ปกติธรรมดา ยิ่งเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของ โครงการ ที่จัดสร้างพระมหาพุทธพิมพ์นาคปรก “ปกเกล้า ปกแผ่นดิน” นี้ขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูที่มีต่อแผ่นดิน และต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่ง หลวงปู่พุทธอิสระ ได้ดำริให้จัดสร้างพระนาคปรก โดยใช้เหรียญสตางค์ ซึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ติดเป็นเกล็ดพญานาค มันก็ล้วนสามารถตีความไปได้ต่างๆ นานา โดยเฉพาะในท่ามกลางที่มีข้อเสนอ อันล่อแหลมออกมาจากคณะนิติราษฎร์ ไฟฟอนสุมขอนหนักข้อหลัง “พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาจุดพลุลูกใหญ่.. “ขณะนี้มีขบวนการพยายามล้มล้าง รัฐบาลด้วยการเคลื่อนไหวอย่างมีระบบ และใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยว่าจะแก้ไขประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และพรรคเทิดทูนสถาบัน และจะไม่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างแน่นอน” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำทับซ้ำอีกดอกออกจากปาก “บิ๊กโอ๋-พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต” รมว. กลาโหมคนใหม่..“แน่นอนว่ามีความพยายาม อย่างไร ก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีการล้มรัฐบาลอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องที่มีทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือไม่ เป็นเรื่องที่ว่ากันยังไม่มีสาระมากนัก แต่แน่นอนว่ามีความพยายามเมื่อพูดคุยออก ทีวีในเรื่องแบบนี้ ก็ไม่ควรนิ่งเฉยต้องดูว่าเป็นอย่างไร ส่วนจะเป็นใครอยู่ในใจคงบอกไม่ได้”สืบสาวราวเรื่องย้อนกลับไปอีกนิดครั้งเหตุบึ้มหน้ากองสลาก “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” รองนายกรัฐมนตรี ก็เคยออกทิ้งบอมบ์ถึงวาระมือที่มองไม่เห็นไว้อย่างมีนัยยะสำคัญยิ่ง“วันนี้มีคนคนหนึ่งที่เป็นโรคพาร์กินสัน ที่ยังมีความวุ่นวายทางการเมือง เพราะปากพูดรู้เรื่องแต่มือสั่น รวมทั้งยังหัวดี แต่ คิดเรื่องไม่เข้าท่า ต้องพูดว่าไอ้พวกโรคจิต แพ้ไม่เป็น คนพวกนี้อยู่แถวสุขุมวิท และไปหากินหลัง รสช.เรืองอำนาจ เพราะเงิน เก่ายังไม่หมด จึงออกมาเคลื่อนไหว” ยิ่งตัวจริงเสียงจริงอย่าง “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” โดดลงมาเล่นเองผ่านโฟนอินพิฆาตที่เมืองนนท์ มันล้วน สะท้อนให้เห็นชั้นบรรยากาศอันเขม็งเกลียว ที่กำลังก่อหวอดก่อตัวเพื่อรอสึนามิลูกใหญ่ “ความจริงมันมีปัญหาที่ไม่ยาก ปัญหา บ้านเมืองของเราแก้ง่าย อย่าปล่อยให้ประเทศอื่นรวย ประเทศไทยจะรวยได้แค่เลิกทะเลาะกัน บางเรื่องที่ทะเลาะกันนั้นตนนึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ที่จริงเป็นเรื่องปัญญาอ่อนเท่านั้น พวกหัวแก่หัวหงอกเท่านั้นที่ทะเลาะกัน วันนี้ถ้าหยุดปัญญา อ่อนบ้านเมืองจะเจริญ อดทนกันอีกนิดบ้านเมืองก็จะเจริญขึ้น ผมมั่นใจว่าถ้าการ ปรองดองเกิดขึ้นทุกอย่างก็จะมีความสุข แล้วเราจะได้มาอยู่ใกล้ชิดกัน”กุข่าวหรือเรื่องจริงมิอาจทราบได้ แต่ เมื่อมีการริเริ่มจากอีกฝั่งมันก็เป็นธรรมดา ที่อีกฝั่งต้องมีเอฟเฟ็กต์กลับมา แน่นอนและหวังให้นอนฟุบแน่ๆ มันย่อมเลี่ยงที่จะ ยกกรณีที่พรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกันกับคณะนิติราษฎร์ขึ้นมาทิ้งบอมบ์ไปไม่พ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นก็สอดคล้องกับสิ่งที่ “ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นำคลิปข่าวการเคลื่อนไหวของแกนนำคนเสื้อแดงและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างคนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย และคณะนิติราษฎร์ออกมาแฉต่อหน้าสื่อโดยคลิปแรกเป็นการปราศรัยของ “สุนัย จุลพงศธร” ส.ส.พรรคเพื่อไทยบน เวทีปราศรัยของคนเสื้อแดงที่จังหวัดราชบุรี โดยในภาพที่ปรากฏนายสุนัยยืน ปราศรัยบนเวทีที่มีสัญลักษณ์ต่อต้านกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างชัดเจน ส่วนอีกคลิปหนึ่งเป็นการแถลงข่าวของ “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” ประธาน นปช. ที่ประกาศว่าคณะนิติราษฎร์มีหัวใจเดียวกับคน เสื้อแดงและเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สองแขนของคนเสื้อแดง คือ แขนหนึ่งหมายถึง มวลชน ส่วนอีกแขนหนึ่งคือ นิติราษฎร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อเนื่องมาถึงมวยใหญ่อย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยิงตรงเป้าถึง “นายใหญ่” โดย ตรงเปิดปมกรณีเดียวกันในรหัสร้อน 112.. “เวลาที่เคลื่อนไหวกันเรื่องนี้ เสื้อแดงก็พูด คุณยิ่งลักษณ์ก็พูดตอนหลังเลือกตั้ง ผมถามหน่อยว่า นายอัมสเตอร์ดัมนี่ใครจ้าง มาสนใจเรื่องนี้ด้วยตัวเองเลยเหรอ เพราะ ฉะนั้นไปแก้ที่ตัวเองดีกว่าครับ อย่ามาพาล คนอื่น”เครื่องแกงการเมืองไทยสุดเผ็ดร้อน ประเทศเดินมาถึงทางสองแพร่ง เลี้ยวซ้าย เจอ ม.112 ข้อหาล้มเจ้า เลี้ยวขวาเจอมือ ที่มองไม่เห็นข้อหาปฏิวัติคนหน้าฉากและคนหลังฉากกำลัง จะนำพาชาติย้อนไปสู่จุดตั้งต้นแห่งความ วังเวง ไม่ว่าจะ “ล้มเจ้า” หรือ “ล้มรัฐ”.. ประชาชนซวยตลอดศก..เอวัง!!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:สยามธุรกิจออนไลน์&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-4739511696631503707?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/4739511696631503707'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/4739511696631503707'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_6347.html' title='ล้มเจ้าหรือล้มรัฐ..'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author><georss:featurename>ขุนคง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ประเทศไทย</georss:featurename><georss:point>18.68519581615204 98.9496084277954</georss:point><georss:box>18.660744316152037 98.9334874277954 18.70964731615204 98.9657294277954</georss:box></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-2795098142902556414</id><published>2012-02-04T16:28:00.000+07:00</published><updated>2012-02-04T16:36:28.012+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='TID'/><title type='text'>ธรรมศาสตร์ การเมือง !!?</title><content type='html'>มาตรา 112 โดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ ในขณะนี้มีสภาพไม่ต่างไฟป่าที่ตีโอบล้อมเข้าสู่ศูนย์กลาง คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พานให้ร้อนไปถึงเก้าอี้ผู้ปกครองสถาบันบ่มเพาะการศึกษาด้านการเมือง การปกครองอันเก่าแก่ อย่าง “อาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“วันนี้คนไทยพูดเรื่องมาตรา 112 กันมาก แม้แต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็บอกว่า กลุ่มนิติราษฎร์มีเจตนาไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีคนมาเผาหุ่น อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่คณะนิติศาสตร์ ในการเปิด หอประชุมเล็ก ก็ยังมีคนมาคาดคั้นให้กลุ่มนิติราษฎร์ต้องตอบคำถามให้ได้ ซึ่งเป็น ความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นอธิการฯ มธ.ก็ลำบากหน่อย เพราะ 1.แสดงความไม่เห็นด้วยทางวิชาการ กับนิติราษฎร์ก็มีคนออกมาประท้วง ด่าและข่มขู่คุกคาม ให้ปลดจากตำแหน่ง 2.อนุญาต ให้นิติราษฎร์ใช้ที่มหาวิทยาลัยก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งมากดดันคัดค้านต่อว่า 3.เห็นว่าควร พอได้แล้วกับ 112 (หลังจากอนุญาตไปแล้ว 4-5 ครั้ง) คนกลุ่มแรกก็ออกมาอีก 4.เห็น ว่าไม่ควรไล่ล่าแม่มดก้านธูป คนกลุ่มแรกออกมาชม คนกลุ่ม 2 ออกมาว่าอีกสังคมไทยไม่ยอมให้คนยืนบนความถูกต้องและพอดีพองามเลยหรือไง..อาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้โอกาสนิติราษฎร์ใช้สถานที่ในการจัดงานเสวนามาหลายครั้งแม้ว่าตัวอธิการบดีเองจะไม่เห็นด้วยในเรื่องของการแก้ไข มาตรา 112 แต่ก็มองว่าธรรมศาสตร์เป็นสถานที่เปิดกว้างในด้านของความคิด แลกเปลี่ยน ในเชิงวิชาการแต่เมื่อเรื่องดังกล่าวถูกแปลประเด็นไปในเชิงการเมือง สร้างให้เงื่อนไขจน ธรรมศาสตร์เองแทบลุกเป็นไฟเพราะการเปิดกว้างทางความคิดครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย อ.สมคิด ต้องสั่งระงับการใช้พื้นที่ของกลุ่มนิติราษฎร์ โดยฉับพลันเพื่อไม่ ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายไปมากกว่านี้เพราะไม่ว่าบรรดาศิษย์เก่าและปัจจุบัน ได้ออกมา ต่อต้านการกระทำของคณะนิติราษฎร์อย่างรุนแรง ที่ใช้ชื่อมหาวิทยาลัย สร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งที่มีการเรียกร้องให้สอบวินัย และปลดคณาจารย์ที่ร่วมในกลุ่มนิติราษฎร์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับในเรื่องดังกล่าว อาจารย์สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ได้แสดงความเห็นผ่านบันทึกชื่อ “วิพากษ์ผู้วิพากษ์” และนำไปแบ่งปันบนเฟซบุ๊กของนายสมคิด มีเนื้อหาว่า “มีหลายคนแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้ามกลุ่มนิติราษฎร์เคลื่อนไหวเรื่อง ม.112 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกต่อไป โดย มองว่า เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นี่ก็เป็นมุมมองหนึ่งที่เข้าใจได้ครับ แต่ผมอยากให้พวกเรามองอีกมุมมองหนึ่งด้วยว่า การที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ต้องออกมาตรการนี้ คงเป็นกรณีฉุกเฉินเพราะเกรงว่าอาจจะลุกลามจนกลายเป็น ‘6 ตุลาครั้งที่สองได้’ และถ้าจะเกิดก็คงจะเกิดที่ธรรมศาสตร์เหมือนเมื่อปี 2519...เพราะฉะนั้น ผมจึงมองว่ามาตรการนี้ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็น ‘การตัดไฟแต่ต้นลม’ มากกว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพครับ เพราะที่ผ่านมาธรรมศาสตร์ก็เปิดโอกาสให้กลุ่ม นิติราษฎร์ใช้ธรรมศาสตร์เป็นที่เคลื่อนไหวมาหลายครั้งแล้ว...สรุปก็คือผมเห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในด้านของฝ่ายต่อต้านการตัดสินใจของอธิการบดี ซึ่งเห็นว่าคำสังนี้เป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางความคิด ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในสถาบันแห่งนี้ อย่างองค์การ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้มีการออกหนังสือคัดค้านว่าองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ขอแสดงจุดยืนที่มีต่อ มติดังกล่าว ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) อมธ. ร้องขอให้ทบทวนมติของคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ตามที่ท่านอธิการบดีได้ระบุไว้ข้างต้น เพราะมติดังกล่าวมีเนื้อหาที่กระทบต่อสาระสำคัญแห่ง สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) มหาวิทยาลัยเปรียบได้กับห้องทดลองในทางสังคมศาสตร์เป็นสถานที่หลัก ในการขับเคลื่อนพัฒนาการในทางวิชาการ เปรียบได้กับพัฒนาการในทางวิทยาศาสตร์ ที่ต้องอาศัยห้องทดลองเป็นสำคัญ การไม่อนุญาตให้บุคลากรในมหาวิทยาลัยแสดงความคิดเห็นย่อมไม่ต่างอะไรกับการทำลายเสาค้ำยันในความเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเสรีภาพในทางความคิดทิ้งไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3) เพื่อความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว จึงขอเรียกร้องให้ท่านอธิการบดี ชี้แจงถึงมติดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อความเข้าใจโดยทั่วกัน&lt;br /&gt;สุดท้ายนี้ อมธ. ยังคงยืนยันในจุดยืนแห่งการมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความ คิดเห็นภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเรายังคงเคารพในความเห็นที่แตกต่าง ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มใดก็ตาม ตราบเท่าที่ความคิดเห็นเหล่านั้นยังคงอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ อมธ. ในฐานะผู้แทนของนักศึกษาซึ่งมีความหลากหลายทางความคิด ขอรับรองว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ใช่กลุ่มทางการเมืองใด และไม่มีกลุ่มทาง การเมืองใดเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หากแต่ความสวยงามในความคิดเห็นที่แตกต่างคือภาพสะท้อนแห่งความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่แท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งในเรื่องดังกล่าวจะจบลงในรูปแบบไหนก็ถือว่าไม่มีถูก ไม่มีผิด หากเป็นเพียงเรื่องของวิชาการองค์ความรู้ หากแต่ถูกเชื่อมโยงไปในประเด็นการเมืองก็นับว่าน่าเป็นห่วงเพราะเป็นเรื่องที่บอบบางและเกี่ยวเนื่องกับสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของคนทั้งประเทศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา.สยามธุกิจออนไลน์&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-2795098142902556414?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/2795098142902556414'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/2795098142902556414'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_6782.html' title='ธรรมศาสตร์ การเมือง !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-2110922428551719453</id><published>2012-02-04T10:10:00.002+07:00</published><updated>2012-02-04T16:36:28.012+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='TID'/><title type='text'>ถอดเนื้อหาสัมนาบูรพาภิวัตน์ ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่ ฤาโลกจะกลับขั้วอํานาจ...</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="1" id="a2apage_sm_ifr" src="http://a2a.lockerz.com/menu/sm8.html#type=page&amp;amp;event=load&amp;amp;url=http%3A%2F%2Fwww.blogger.com%2Fpost-create.g%3FblogID%3D6707874675030493791&amp;amp;referrer=" style="border: 0px currentColor; display: none; height: 1px; left: 0px; position: absolute; top: 0px; width: 1px; z-index: 100000;" transparency="true" width="1"&gt;&lt;/iframe&gt;กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวทีสัมมนาใหญ่ &lt;strong&gt;“บูรพาภิวัตน์: ฤาโลกจะกลับขั้วอำนาจ”&lt;/strong&gt; งานสัมมนาที่จะให้มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศไทย รับกระแสเอเชียผงาดในวันอังคาร ที่ 31 มกราคม 2555 เวลา 13.00-16.30 น. ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0211/" rel="attachment wp-att-24064"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24064" height="376" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0211-620x376.jpg" title="บูรพาภิวัตน์1" width="620" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;h3&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/h3&gt;&lt;h3&gt;&lt;strong&gt;กล่าวต้อนรับโดย ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ผู้อำนวยการแผนงานนโยบายสาธารณะที่ดี&lt;/strong&gt;&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าภูมิศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปตั้ง แต่ต้นศตวรรษที่ 21 สหรัฐอเมริกา เริ่มเสื่อมถอยทางธุรกิจ เอเชียกำลังผงาดขึ้น   จีนได้เข้ามามีอำนาจเป็นผู้นำปรากฎการบูรพาภิวัติน์ และอินเดียที่กำลังตามเข้ามา นอกจากนี้ยังมีประเทศผู้นำเศรษฐกิจใหม่อย่าง  บราซิล เม็กซิโก อิหร่านอิน ตุรกี เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ประเทศเหล่านี้ล้วนเข้ามาแทนประเทศตะวันตก  ขณะที่หลายๆประเทศจะก้าวต่อไป แต่ประเทศไทยกำลังอยู่ในวังวลโกลาหลทั้งการเมืองและอุทกภัย คนไทยจำเป็นจะต้องตื่นตัวและมองไปรอบๆ และพลิ้วไหวไปในโลกาภิวัตน์และบูรพาภิวัตน์&lt;br /&gt;&lt;h3&gt;&lt;strong&gt;ปาฐกถาพิเศษ “บูรพาภิวัตน์ ภูมิ-รัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่” โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต&lt;/strong&gt;&lt;/h3&gt;ผมทำงานชิ้นนี้ทำไปก็ค่อยข้างมีความสุขที่มีความสุข เพราะไม่คิดว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ ตอนผมเป็นเด็กประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมก็พึ่งพ้นจากความเป็นอาณานิคม  ตอนนี้ผมอายุ 58 ไม่คิดว่าจะประเทศต่างๆจะพัฒนาขนาดนี้ ทั้งจีน อินเดีย สิงค์โปร์ มาเลเซีย 200 ปีที่ผ่านมาสมัยรัชการที่ 3 ท่านจะเห็นว่าเราอยู่ในโลกที่ตะวันตกเป็นใหญ่มานาน ไม่ต่ำว่า 200 ปี โดยเฉพาะช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ตะวันตกเหนือกว่า และมีอำนาจมากกว่า แต่ตอนนี้ประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นกลับกลายเป็นผู้นำนำได้อย่างน่าพิศวง ท่านทั้งหลายคงทราบว่าจีนเจริญก้าวหน้า แต่ไม่เพียงแค่จีน อินเดียก็ตามาห่างไม่เร็วเท่าจีน แต่ภายใน 10 ปี คาดว่าอินเดียคงเติบโตเร็วกว่าจีน จีนจะเริ่มช้าลง อินเดียมีอะไรดีๆอีกมากนออกจากสังเวชนียสถานที่เราชอบไปกันอินเดียมีอะไรเจริญกว่านั้นอีกเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถัดจากอินเดียก็ตะวันออกลาง เรามักคิดถึงเฉพาะการก่อความไม่สงบ แถวซีเรีย อิสราเอล อิรัก อิหร่าน แถบนี้เจริญมีอย่างมาก มหาวิทยาลัยมีชื่อกำลังไปเปิดที่ดูไบ กาตาร์ พิพิธพันธ์ louvre ก็จะเปิดสาขาแถวนี้ และกำลังทำเมืองสีเขียวชื่อเมืองมัสก้า ที่สำคัญคือตะวันออกกลางมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่ทำหน้าที่ในการลงทุนที่ต่างๆ เช่น มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งติดแอฟฟริกา อินเดีย จนกระทั่งถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้ง 3 จังหวัดภาคใต้ก็อาจจะมีโอกาสได้รับการลงทุนด้วย  ที่ตะวันออกกลางรวยขึ้นมาก็เพราะจีนอินเดียเพิ่มกำลังการซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้นมาเมื่อก่อนตะวันออกกลางขายแต่ตะวันตกทำให้ตะวันออกกลางร่ำรวย   อิหร่านและตุรกีต่างจากตะวันออกส่วนอื่นเพราะพื้นที่ใหญ่มาก อิหร่านมีความสำคัญกับการต่างประเทศสูง ตุรกีพยามเข้าไปอยู่ตะวันตกแต่ไม่สำเร็จ แต่ตอนนี้อยากมาตะวันออกแล้วด้านบนของตุรกีคือทะเลดำด้านล่างคือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตุรกีอยู่ชิดกับตะวันออกของยุโรป แต่ EU ไม่สนใจ ตุรกีเลยทำตัวเป็นตัวเชื่อมก๊าซและน้ำมันเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้ตุรกีเศรษฐกิจดีมากทั้งที่เมื่อก่อนเป็นคนป่วยของยุโรป แต่ตอนนี้เป็นจีนของยุโรป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นทุกวันนี้ท่านอย่าติดภาพเดิมๆที่เคยได้ยิน   รัสเซียเองตอนนี้ก็ร่ำรวยจากก๊าซธรรมชาติ บราซิลตอนนี้เป็นเจ้าหนี้ใหญ่อันดับ 4 ของโลก มีอุตสาหกรรมทำเครื่องบินไอพ่นเป็นอันดับ 3 ของโลก และมีเทคโนโลยีการเกษตรไม่แพ้สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0200/" rel="attachment wp-att-24085"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24085" height="640" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0200-470x640.jpg" title="บูรพาภิวัตน์5" width="470" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ประมาณ 2000 ปีที่แล้ว เอเชียมีระบบเศรษฐกิจประมาณเกือบ 80% ของโลก ศาสนาพุทธอยู่ในยุคที่เจริญที่สุด เป็นยุคของจีนและอินเดียและค่อยๆลดลงเรื่อยๆ แต่ในปี 1990 สัดส่วนเศรษฐกิจของเอเชียกำลังเพิ่มขึ้น บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน ต่อไปจะเป็นผู้เล่นหลัก รูปขนาดเศรษฐกิจต่างๆ อีก 10 ปีข้างหน้า สหรัฐจะใกล้กับจีนขนาดของเศรษฐกิจจะใกล้เคียงกันมากและยุโรปจะติดอันดับลดลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม11ประเทศต่อไปที่จะเข้ามามีบทบาท   บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ปากีสถาน ฟิลิปินส์ เกาหลีใต้ อิหร่าน อิยิปต์  ตุรกี ไนจีเรีย เม็กซิโก เวียดนาม แต่ที่ผมดูๆมาไม่มีประเทศไทยเลยก็ค่อนข้างน่าตกใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะเห็นว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียมีการเติบโตมากขึ้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0191/" rel="attachment wp-att-24069"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24069" height="459" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0191-620x459.jpg" title="IMG_0191" width="620" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตในปี ค.ศ.  2025&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0195/" rel="attachment wp-att-24075"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24075" height="465" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0195-620x465.jpg" title="บูรพาภิวัตน์ 3" width="620" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตในปี ค.ศ. 2032&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0196/" rel="attachment wp-att-24076"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24076" height="465" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0196-620x465.jpg" title="บูรพาภิวัตน์4" width="620" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านทั้งหลายจะเห็นว่าตะวันตกเศรษฐกิจจะเริ่มถดถอยลง  แต่ส่วนที่ไม่ค่อยถอย คือแคนนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ที่ไม่ถอยเพราะเขาปรับนโยบายมาทางตะวันออกมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนยุโรปหนี้สาธารณะสูงมาก เยอมันที่เราคิดว่าเศรษฐกิจเขาดี ก็มีหนี้สาธารณะสูงเช่นกัน เงินยูโรก็อาจจะต้องผลักบางประเทศออกไป ตอนนี้ยุโรปกำลังป่วย ซึ่งยุโรปเป็นต้นแบบ AEC บ้านเราฉะนั้นต้องกลับมาดูทบทวน AEC ด้วย ผมว่าเราต้องคิดให้ดีว่าจะทำอย่างไร  เราอาจต้องใช้สมองชุดใหม่คิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0204/" rel="attachment wp-att-24070"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24070" height="455" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0204-620x455.jpg" title="บูรพาภิวัตน์2" width="620" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กลับมามองไทยควรทำอะไร &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามีปัญหาเยอะ แต่เรามีที่ตั้งที่ดีเหลือเกิน ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศผมมองว่าเราต้องใช้ปัจจัยนอกประเทศ เพราะปัจจัยในประเทศยังอ่อนล้าเหลือเกิน จากทางภูมิประเทศ ทางตะวันตกคือมหาสมุทรอินเดียซึ่งในยุคบูรพาภิวัตน์จะกลับมาเป็นมหาสมุทรที่สำคัญที่สุด ซึ่งติดกับอินเดียและตะวันออกกลาง ด้านขวามือเราออกจากอ่าวไทยคือ มหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลจีนใต้ ติดจีน ประเทศไทยอยู่ในระหว่างทางเชื่อมไทยและอินเดีย  ต่อมาช่องแคบมะละกา ซึ่งสตูลเป็นปากช่องแคบมะละกา และมีสิงคโปร์ สินค้าผ่านช่องนี้ 2 เท่าครึ่ง คอคอดกละ ผมว่าน่าทำมาก จีนก็อยากทำแต่ไทยก็เฉยๆ ไทยเป็นพวกเฉยๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับเขาเลย ผมคิดต่อว่าถ้าเราทำรถไฟร่วมกับจีนอย่าหยุดที่ภาคใต้ อยากให้ไปต่อที่มาเลเซียและต่อไปอีก 30 กิโลเมตรไปสุมาตรา จากนั้นไปเชื่อมต่อกับชวา ถ้าทำที่ชวาได้ประชากรที่นั่น 100 กว่าล้านคน ไทยควรจะเป็นตัวเชื่อมอาเซียนคนประมาณ 200  ล้าน  ตอนนี้อินเดียก็อยากมาที่อาเซียนตัวที่เชื่อมอาเซียนคือ พม่ากับไทย การที่นายกไปปรากฏตัวที่อินเดียที่ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ผมว่าการที่โลกเปลี่ยนมันเป็นโอกาสที่ดี เราต้องปรับปรุงตัวเองหลายอย่าง เช่น การศึกษา ความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นความรู้ชุดเดียวจากตะวันตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพัฒนาประเทศอย่าไปมองแค่กรุงเทพ อย่างภาคเหนืออย่าคิดว่าคือส่วนปลายของประเทศต้องคิดว่าคือส่วนเชื่อมต่อกับพม่า อิสานก็เป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับเวียดนาม ภาคใต้ก็ติดมาเลเซีย เวลาวางแผนต้องทำให้ทุกจุดเป็นศูนย์กลางของประเทศได้ทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;h3&gt;&lt;strong&gt;ปาฐกถาพิเศษ “เมื่อเอเชียผงาด: ไทยจะปรับตัวอย่างไร”  โดย ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ&lt;/strong&gt;&lt;/h3&gt;ผมดีใจที่อาจารย์เอนกพูดไว้ดีมาก คือพวกเราไม่ค่อยสนใจนอกประเทศหรือสนใจก็แต่ประเทศที่เคยค้าขายจะไปไหนก็ไปแต่ประเทศที่เคยไป แต่ตอนนี้เราเข้าสู่บูรพาภิวัตน์ ผมขอเกริ่นนำก่อนตอบคำถาม มีตัวเลขที่น่าสนมากเป็นตัวเลขและยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ อย่างแรก คือการเคลื่อนจาก G7 ไป G20 ซึ่งสำคัญมากแต่เราไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะนอกจาก 7 ประเทศที่มีความสำคัญด้านอุตสาหกรรม ด้านการพัฒนาแล้ว ในนั้นมีจีน อินเดีย บราซิล แอฟฟริกาใต้ เมื่อมี ASEAN 10 ก็จะเชิญประเทศที่เป็นเจ้าภาพที่ไปประชุมด้วยทุกปีใน G20   ฉะนั้นการตัดสินใจในเศรษฐกิจโลกก็จะมีหลายประเทศเข้าไปตัดสินใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากากรเสื่อมถอยของเศรษฐกิจทั้งอเมริกา ยุโรป และ การชะลอตัวของญี่ปุ่นชี้เราเห็นเป็นตัวเลข เมื่อปี 2001 สัดส่วนเศรษฐกิจของเอเชียเป็น 30%  ของโลกข้อมูลจากที่อาจารย์เอนกนำเสนอไปในปี 2020 คาดว่าสัดส่วนทางเศรษฐกิจ จะเกือบครึ่งหรือเกินครึ่งของของสัดส่วนGDP ของโลก จำนวนประชากรเกินครึ่งหนึ่งของโลก เงินสำรองก็จะเกินครึ่งหนึ่งของโลกในไม่ช้านี้ การนำเข้าในเอเซียเกิน 1 ใน 4 ของโลก ผู้ผลิตน้ำมันในเอเซียก็ติด 1 ใน 4 ของโลก ผู้บริโภคน้ำมันก็ 1 ใน 10 ก็อยู่ในเอเชีย ตะวันออกกลางที่เราเรียกกัน ซึ่งผมชอบเรียกเอเชียตะวันตก เราเองชอบเรียกอะไรตามยุโรป เราชินกับคำว่า Far East  ซึ่งผมก็ถามเสมอว่ามัน far from where  มันคือ far from London นั่นแหละครับ และเรามักจะเรียกว่า Near East  ก็คือมัน Near London  และเราก็จะชินกับ Middle East ก็ตะวันออกกลาง และต้องถามว่ามันอยู่ตรงกลางระหว่างลอนดอนกับตะวันออกไกล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราก็ต้องมาคิดว่าทำไมเราไม่นั่งในเอเชีย เหมือนที่ยุโรปเขานั่งในยุโรปแล้วเรียกยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือ ยุโรปใต้ ทำไมเราไมนั่งอยู่เอเชีย แล้วบอกว่าเอเชียตะวันออกคือ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เอเชียตัวนออกเฉียงใต้คืออาเซียน เอเชียใต้คือปากีสถานบังคลาเทศ อินเดีย ภูฏาน  เอเชียกลางก็พวกปากีสถาน และสถานทั้งหลาย พวกตะวันออกกลางกลุ่มประเทศ GCC (Gulf Cooperation Council) 6 ประเทศ คือ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0215/" rel="attachment wp-att-24087"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24087" height="340" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0215-620x340.jpg" title="บูรพาภิวัตน์8" width="620" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ อินเดียมีชนชั้นกลางที่พูดภาษาอังกฤษและพร้อมจะ take off  อยู่ 300 ล้านคน มีคนจน 700 ล้านคนที่พร้อมจะเป็นชนชั้นกลาง   จีนมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก เป็นผู้ค้าอันดับต้นๆของประเทศต่างๆทั่วโลก ดูไบมีสนามบินรองรับคนได้ 120 ล้านคนต่อปี ท่าเรือ ที่ UAE  มีคนใช้บริการเป็นอันดับที่ 9 ของโลก ทางด้านยุทธศาสตร์ ทั้งในและนอกเอเชียบ้าง ออสเตรเลียใช้ภาคตะวันออกเชื่อมเอเชียอยู่ในความร่วมมือ Indian Ocean Rim จัดเป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย นิวซีแลนด์เปิดการค้าเสรีกับหลายประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อเมริกาเริ่มเห็นว่าต้องให้ว่าต้องปรับนโยบายใหม่หลายอย่าง เช่นกับจีนโดยเลิกไปกดดันจีนเรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยและเรื่องค่าเงิน โดยเริ่มดึงจีนเข้ามาร่วมในอะไรต่างๆ ก็ตามและจำกัดไว้ไม่ให้โตเกิน   อเมริกาเข้ามาหาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างน่าอัศจรรย์เพื่อคานจีน เมื่อ 2 ปีที่ แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับพม่าก่อนที่จะมีเลือกตั้ง อเมริกาคิดอยู่ว่าทำอย่างไรจะให้เกิดความร่วมมือทางแม่น้ำโขงที่ไม่มีจีน  อเมริกาเห็นว่าจีนมีความร่วมมือกับกลุ่มแม่น้ำโขงที่เรียกว่า GMS อเมริกาจึงคิดขึ้นมาใหม่ว่า US Lower Maekhong พออเมริกาเรียกว่าช่วงล่างของแม่น้ำโขงได้ ก็สามารถตัดพม่ากับจีนออกได้ร่วมมือกันได้อย่าไม่ตะขิดตะขวง ซึ่งอเมริกาแต่เดิมไม่เคยสนใจประเทศในลุ่มน้ำโขงเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอาเซียนของเรามีความร่วมมือ และมีการประชุมสุดเอเชียตะวันออกอยู่เรียกว่า East Asia Summit ซึ่งเป็นการประชุมที่สำคัญของการจำกัดความภูมิศาสตร์ ว่ามันเรียกว่า East Asia แต่จริงๆแล้วมันมีอินเดียซึ่งอยู่เอเชียใต้ และมีสมาชิกในแปซิฟิกอย่าง ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมอยู่ด้วยแต่เรียกว่า East Asia Summit เมื่อปีที่แล้วอเมริกามาก็ไม่ได้สมัครอะไรหรอกครับ มาถึงก็บอกว่าข้าพเจ้าจะเป็นสมาชิก East Asia Summit ด้วย อาเซียนก็ไม่รู้จะว่ายังไงในที่สุดก็ได้เป็นสมาชิก เราก็พยามให้เกิดความสมดุลย์ด้วยการไปดึงรัสเซียเข้ามาด้วยฉะนั้นการจำกัดความของเอเชียตะวันออกก็ตะเหลิดเปิดเปิงไปไกล   จะเห็นได้ชัดว่าภูมิศาสตร์ไม่ได้ช่วยอะไร แต่สิ่งที่เห็นคือทุกประเทศกำลังโดดเข้ากระบวนรถด่วนบูรพาภิวัตน์   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อเมริกามียุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจได้น่าจับตามอง เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 1997 เรามีปัญหาทางเศรษฐกิจท่านคงได้ยินชื่อ Washington Consensus ที่เขาตกลงกันมาในปี 1970 ที่ว่าหลักเศรษฐกิจที่ถูกต้องจะต้องมีวินัยการเงินการคลังอย่างไร ต้องเปิดเสรี ต้องพึ่งมือที่มองไม่เห็น ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในปี 1997 ที่เราเกิดวิกฤต IMF ซึ่งรับความคิดเหล่านี้มาเต็มๆจะใช้เงินภาษี ประชาชนไปอุ้มธนาคาร ไปซื้อหนี้เสียไม่ได้  เวลานี้เมื่อเกิดกับอเมริกา อเมริกาบอกว่าต้องเอาเงินภาษีไปอุ้มธนาคาร ประกันภัย ให้หมด แต่ของไทยบอกว่าให้รัฐขายทันทีเข้าใจว่าต่ำสุดคือ 8 %  ของมูลค่า สูงสุดคือ 28% แต่ตอนอเมริกาบอกว่าห้ามขายทรัพย์สินเพราะราคาจะตกและตั้งกองทุนขึ้นมาเอาภาครัฐเอกชนเข้ามาร่วมกันประครองทรัพย์สิน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นแล้วอเมริกาเขาไม่ใช้แล้ว Washington Consensus เขาใช้ Post Washington Consensus คือไปพึ่งมือซึ่งมองเห็น เช่นการพึ่งรัฐและเอกชนให้เข้ามาช่วย แล้วพวกเราก็ถามกันว่าธรรมาภิบาลการเงินคืออะไร สิ่งไหนคือถูกต้อง สิ่งที่สหรัฐทำคือไม่พึ่ง Consensus แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ญี่ปุ่นก็เข้ามาที่แม่น้ำโขงอยากจะมี &lt;a href="http://www.mofa.go.jp/region/asia-paci/mekong/cooperation.html"&gt;Japan-Mekong Cooperation&lt;/a&gt; โดยไม่มีจีน รัฐเซียให้ความสำคัญก็เข้ามา เป็นข้อเสนอของไทยที่คิดขึ้นมาเรียนกว่า ACD หรือ &lt;a href="http://www.acddialogue.com/"&gt;Asia Cooperation Dialogue&lt;/a&gt; หรือที่เรียกว่าเวทีความร่วมมืออาเซียน ซึ่งสำคัญมากมีประเทศสมาชิกประมาณ 30 ประเทศแต่ไทยไม่ให้ความสำคัญเพราะเราไม่มีความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ รัฐเซียมีพื้นที่ยื่นมาทาง Asia ประมาณ 70% คนรัสเซียหน้าตาก็ไม่ต่างกันคนเอเซีย ในที่สุดรัสซียก็ได้เข้ามาใน East Summit และให้ความร่วมมือเป็นอันมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แคนนาดาก็น่าสนใจ The Asia-Pacific Gateway and Corridor Initiative  ประตูเชื่อมเอเชียเขาสร้างสิ่งต่างๆ ท่าเรือ รถไฟ เชื่อมเมือง ต่างๆในเอเชีย เช่นที่โตเกียว เซี่ยงไฮ้ พูซาน เซินเจิ้น สิงคโปร์    อินเดียก็เน้นเอเชียกลางสร้างท่าเรือให้อิหร่าน สร้างทางรถไฟกรณีของ &lt;em&gt;SAARC&lt;/em&gt; (South Asian Association for Regional Cooperation) สมาชิกได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย มัลดีฟส์ เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกาและได้เชิญอัฟกานิสถานเป็นองค์กรความร่วมมือส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในแง่ประชากร (1 ใน 5 ของประชากรโลก) กำลังสร้างทางส่งน้ำมันขึ้น เกิดการรวมกลุ่ม Brazil, Russia, India และ China รวมกลุ่มกันขึ้นมาเพื่อให้ชาติมหาอำนาจฟัง ตอนหลังมาเป็น BRISA  มีแอฟริกาใต้เข้ามาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนจีนใช้ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก สร้างท่าเรือรอบมหาสมุทรอินเดียเพื่อเชื่อมเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออก เท่ากับว่าจีนมียุทธศาสตร์ 2 มหาสมุทร  คือ มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก จีนเสนอความร่วมมือ Pan-Beipu Gulf Economic Cooperation หรือ PBG ใช้หลักคิด 1 แกนสองปีก ซึ่งตอนหลังได้ไทยได้เข้ามาร่วมภายหลังในปี 2009 เพราะเราทะเลาะกันมากจนเขาไม่รู้จะคุยกับใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(อธิบายเพิ่ม)  &lt;strong&gt;หนึ่งแกน&lt;/strong&gt;  คือ แกนกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางการคมนาคมทางบก จากนครหนานหนิงไปยังสิงคโปร์ โดยแบ่งเส้นทางออกเป็น 2 สาย คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 &lt;strong&gt;เส้นทางทางบกเลียบฝั่งตะวันออก&lt;/strong&gt;  คือ หนานหนิง-ฮานอย-ดานัง-โฮจิมินห์-พนมเปญ-กรุงเทพฯ-มาเลเซีย-สิงคโปร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 &lt;strong&gt;เส้นทางทางบกสายกลาง&lt;/strong&gt;  คือ หนานหนิง-ฮานอย-บินห์-เวียงจันทน์-หนองคาย-กรุงเทพฯ-มาเลเซีย-สิงคโปร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สองปีก&lt;/strong&gt; คือ ปีกของกรอบความร่วมมือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 &lt;strong&gt;ปีกด้านซ้าย&lt;/strong&gt; คือ กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ประกอบด้วย จีน (ยูนนาน และกว่างซี) ไทย พม่า กัมพูชา ลาว และ เวียดนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 &lt;strong&gt;ปีกด้านขวา&lt;/strong&gt;  คือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวตังเกี๋ย (เป่ยปู้) (Pan-Beibu  Gulf Economic Cooperation – PBBG) ประกอบด้วย จีน (กว่างซี กวางตุ้ง ไหหลำ) เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยระบุวัตถุประสงค์ของแนวคิดดังกล่าวว่า เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่ง ในเรื่องการขนส่งทางทะเล อุตสาหกรรมท่าเรือ พัฒนาความร่วมมือเศรษฐกิจทางทะเล พัฒนาความร่วมมือระหว่างท่าเรือของประเทศรอบอ่าวตังเกี๋ย (เป่ยปู้) รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินการภายใต้ความตกลงการค้าเสรีจีน-อาเซียน เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อสร้างเขตความเจริญแห่งใหม่ บริเวณชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก และจีนทุ่มงบมหาศาลไปในแผนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หลายประเทศเทศพยามสร้างความร่วมมือลดความขัดแย้งต่อเพื่อนบ้าน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แอฟฟริกาใต้ เสนอยุทธศาสตร์ผีเสื้อ คือ แอฟฟริกาใต้เป็นตัวผีเสื้อ และให้อินเดียและบราซิลเป็นปีกผีเสื้อ&lt;br /&gt;ตุรกี เสนอยุทธศาสตร์ใหม่และใช้มาตลอด Zero Problem With Neighbor Policy คือไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้านซึ่งอันนี้อาจจะไม่คุ้นกับประเทศไทยช่วงที่ผ่านมานะครับ  อินโดนีเซีย Thousand, Friends  Zero Enemy ซึ่งภาษาไทยแปลว่าเพื่อนมากมายศัตรูไม่มีเลย แต่บางประเทศกลับใช้เพื่อนน้อยศัตรูเยอะ&lt;br /&gt;เรื่องพลังงานเกิด East West Corridor ได้เชื่อมจีน เอเชียกลาง ยุโรป ต่อไปอาเซียนจะเป็นอ่าวเปอร์เชียของก๊าซธรรมชาติแต่ไทยกับกัมพูชาพูดกันไม่รู้เรื่อง ที่ผมพูดมาต้องการจะให้เห็นการเชื่อมโยงต่างๆ เช่น ทางกายภาพ  ทางพลังงาน นโยบายเศรษฐกิจ ทางยุทธศาสตร์ เช่น กลุ่มต่างๆเชื่อมธุรกิจการค้าบริการอาหาร พลังงาน เชื่อมโยงทางวิชาการ นวัตกรรมต่างๆ และการเชื่องโยงทางวัฒนธรรม กีฬา ภาพยนตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มาตอบคำถามว่าไทยจะปรับตัวอย่างไร มี &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;6 ประการด้วยกัน &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทัศนคติแปลกๆ ของคนไทย คือเราชอบคิดว่าเราเป็นมหาอำนาจ ไม่รู้ว่ามาจากไหน สังเกตว่าเราทำอะไรที่ไหน ใครมาแหยมเรานิดนึงเราจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่สนใจประเทศเพื่อนบ้านว่าเขามีอะไรติดกับภาพเก่าๆของเขา  เราชอบสบายชอบค้าขายประเทศเดิมๆ เราชิน ชอบอะไรเดิมๆมาตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 พิจารณายุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ เช่นจีน EU  ญี่ปุ่น สหรัฐ อินเดีย รัสเซียเขามีต่ออาเซียอย่างไร&lt;br /&gt;การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจแบบก่อนและหลัง Washington Consensus ผลเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 เราต้องวิจัยยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้าน&lt;br /&gt;ลองดูบ้านว่าสอดคล้องกับเราไหม เช่น ลาวเขาจะเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย เราคิดยังไงทำอะไรบ้าง พม่า กัมพูชาก็ไม่ได้เป็นแบบที่เราเข้าใจเหมือน 20 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียสร้างความโดดเด่นในอาเซียนได้เป็นสมาชิก G20 เขาเป็นเจ้าภาพจัด World Economic Forum เมื่อปีที่แล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้เราได้ศึกษาไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3   ศึกษาวิจัยยุทธศาสตร์ประเทศที่มีบทบาทในภูมิภาคเรา&lt;br /&gt;เช่น ตะวันออกกลางเราได้ศึกษา การ์ตา บาเรนห์ โอมาน ซาอุดิอาระเบีย เราได้มองหรือมียุทธศาสตร์กับเขาอบ่างไรบ้างไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4  วิเคราะห์ศึกษายุทธศาสตร์การร่วมกลุ่มของประเทศต่างๆ&lt;br /&gt;เช่น การรวมกลุ่มของ BRIC,BRICSA ว่าเขามีนโยบายอย่างไรต่อกัน ยุทธศาสตร์เขาคืออะไร และเราจะอยู่ตรงไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5 ศึกษาประเด็นทางยุทธศาสตร์&lt;br /&gt;อย่างแรก Politics of  Oil การเมืองเรื่องน้ำมัน อันนี้เป็นชนวน ส่งผลต่อการมีนโยบายวางท่อน้ำมันของประเทศต่างๆ เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ต่อมา การขนส่งทางเรือ ท่าเรือที่เกิดขึ้น ทำไมจีนญี่ปุ่นและอินเดียถึงสนใจจะแย่งลงทุนที่ทวาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6 ศึกษายุทธศาสตร์ของอาเซียน และกลุ่มมหาอำนาจว่าเขามีต่ออาเซียนอย่างไร เราจะใช้อาเซียนให้สอดรับกับยุทธศาสตร์เราอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สิ่งที่กล่าวมาคือรู้เขา ต่อไปที่จะกล่าวคือรู้เรา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 ต้องสร้างสมดุลให้มหาอำนาจที่สนใจภูมิภาคของเรา ปัญหาเราจะสร้างสมดุลอย่างไร เราจะได้อยู่ในระดับพอดีกับจีน สหรัฐ อินเดีย และมหาอำนาจต่างๆ เพราะว่าหากใกล้ไปก็ร้อน ไกลไปก็หนาว เราต้องมียุทธศาสตร์ในการสร้างสมดุล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 เราต้องรู้จุดแข็งของประเทศไทยคือที่ตั้ง ความสามารถในการเชื่อมประเทศต่างๆได้หลายทิศทาง ประเทศจึงมีลักษณะเชื่อมเป็นศูนย์กลาง จุดแข็งที่สองคือสินทรัพย์ของเรา คือความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านเรา ทำให้เรามีอำนาจในการต่อรอง  อีกอันหนึ่งคือความพอดีของเราในอาเซียน ใครทะเลากันเราเป็นเพื่อนเราหมด เราเชื่อมได้ทั้งอาเซียนเก่าและใหม่มีอะไรก็มาคุยกัน ฉะนั้นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจกันเขาก็ให้เราอธิบาย แต่ช่วงที่ผ่านๆ มาเราก็มีปัญหาบ้างเพราะเราลงไปทะเลาะกับเขาด้วย  เราสามารถเชื่อมมหาอำนาจได้ เราจะเป็นสะพาน ฉะนั้นใครมีปัญหามาคุยที่ไทยทุกคนสบายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 เราต้องมีบทบาทที่ต่อเนื่องในเวทีที่เรามีบทบาท ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเรามีนโยบายไม่ต่อเนื่อง ขาดยุทธศาสตร์ในการประชุมแต่ละครั้ง เช่น ACD เราควรจะเน้นเพราะมี 30 ชาติจากทุกภูมิภาค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 เราต้องมีกรรมการถาวรระดับชาติเสียที เฉพาะเรื่องการต่างประเทศ โดยยุทธศาสตร์ต้องสะท้อนด้านต่างๆ เช่นพลังงาน การค้า บริการ รวมกันเป็นแพคเก็จและสะท้อนยุทธศาสตร์ของชาติเรา หรือมีสถาบันยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งไม่ว่าจะเปลี่ยนนายก เปลี่ยนรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติไม่เปลี่ยนหากจะเปลี่ยนก็ต้องมาคุยกันว่าเปลี่ยนเพราะอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เมื่อเศรษฐกิจตะวันตกชะงักและเสื่อมถอย : ผลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0235/" rel="attachment wp-att-24107"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24107" height="640" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0235-480x640.jpg" title="บูพาภิวัตน์ 15" width="480" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากเศรษฐกิจของตะวันตกหยุดชะงัก ใครจะคิดว่า Lehman Brothers ที่มีทรัพย์สิน 6 แสนล้านจะล้มละลาย ที่เป็นเช่นนี้เกิดจากภาคการเงินของอเมริกาและยุโรป ภาคสินเชื่อมีความไม่แน่นอน การใช้จ่ายเงินเกินตัวของสหรัฐ ทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด  ที่ตะวันตกสามารถใช้เงินเกินตัวได้นานก็เพราะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี ประเทศที่มีเงินเยอะอย่างตะวันออกกลางมีเงินเยอะไม่รู้จะเอาไปไหนก็เลยเอาไปไว้ที่สหรัฐและตะวันตก  ผมเคยเจอ อลัน&lt;em&gt; &lt;/em&gt;กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ผมเจอเขา เขาก็พูดเชิงเล่นๆว่า เพราะพวกคุณนั่นแหละเอาเงินมาให้เราใช้เกินจนเกิดวิกฤติ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0224/" rel="attachment wp-att-24092"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24092" height="465" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0224-620x465.jpg" title="บูรพาภิวัตน์9" width="620" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอาจจะเห็นต่างจากสองท่านที่ผ่านมานะครับ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงคือ ต่อไปโลกจะมีหลาย center โลกที่เป็นขั้วนำคือเอเชียแปซิฟิก ขั้วเหมือนเก้าอี้สี่ขา มีเอเชีย สหรัฐ ยุโรป ตะวันออกกลาง ณ เวลานี้ผมมองว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นตัวนำ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ของใหม่ มันเคยเกิดขึ้นในปี 1600 ถึง 1800 คือตอนที่ตะวันตกมาเอเชีย แต่ผมยังมองว่าสหรัฐยังเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ รองลงมาก็ยุโรป ส่วนตะวันออกกลางผมมองอยู่สองเรื่องคือเรื่องการปกครองจะเอาแบบไหน เรื่องต่อมา ยิวกับอาหรับตีกันไม่เลิกเป็นปัญหาต่อเนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0227/" rel="attachment wp-att-24093"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24093" height="469" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0227-620x469.jpg" title="บูรพาพิวัตน์11" width="620" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมองว่าพื้นฐานของเอเชียดีดูอย่างวิกฤติทางเศรษฐกิจ ปี 2008 เราทรุด ปี 2009 เราฟื้นมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ทุกอย่างกลับกันไปมา เมื่อก่อนอินเดียโวยว่าตะวันตกแย่งงานซึ่งเนรูห์ก็เคยกล่าวเช่นกันในบันทึก (อธิบายเพิ่ม เนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้มีเครื่องมือที่ทันสมัยทดแทนการใช้แรงงานเช่นอุตสาหกรรมทอผ้า)   แต่สมัยนี้เอเชียก็แย่งงานกลับมา  จีนเป็นโรงงานขนาดใหญ่ของโลก อินเดียพูดภาษาอังกฤษเก่งก็ทำ call center แย่งงานตะวันตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0231/" rel="attachment wp-att-24101"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24101" height="450" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0231-620x450.jpg" title="บูรพาภิวัตน์12" width="620" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/burapapiwat-seminar/img_0232/" rel="attachment wp-att-24106"&gt;&lt;img alt="" class="alignnone size-medium wp-image-24106" height="459" src="http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2012/02/IMG_0232-620x459.jpg" title="บูรพาภิวัติน์ 14" width="620" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเนื้อหาของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ในงานสัมมนากรุณาเข้าไปที่ลิงค์ด้านล่าง&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/education-reform-21-century/"&gt;ยุทธศาสตร์การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21: บทเรียนจากงานสัมมนา “บูรพาภิวัตน์”&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา:&lt;a href="http://www.siamintelligence.com/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;Siam Intelligence  Unit&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-2110922428551719453?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/2110922428551719453'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/2110922428551719453'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_04.html' title='ถอดเนื้อหาสัมนาบูรพาภิวัตน์ ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่ ฤาโลกจะกลับขั้วอํานาจ...'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-4268410032781642386</id><published>2012-02-03T20:34:00.000+07:00</published><updated>2012-02-04T16:36:28.012+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='TID'/><title type='text'>เกษียร เตชะพีระ ชี้ไทยมีโครงสร้าง ปชต. แต่ ปชช.ยังคิดแบบสมบูรณาฯ ย้ำ มธ.ไม่มีล้มเจ้า.. !!?</title><content type='html'>ที่ห้องประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาเรื่อง "ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" โดยมีนายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มธ. และนายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมรังสิต มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมเสวนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมรังสิต มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เคยกล่าวว่า ผู้สำเร็จการศึกษามีภารกิจสองด้าน หน้าที่หนึ่งยืนหยัดประชาธิปไตย หน้าที่ที่สองต้องช่วยให้ประชาชนใกล้ชิดประชาธิปไตยมากขึ้น นั้นคือเหตุผลว่า ทำไมต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าคณะราษฎรเกิดขึ้น เมื่อคณะราษฎรทำการปฏิวัติเมื่อ พ.ศ. 2475 และมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกรอบว่าคนทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียวกัน รวมทั้งผู้นำของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วย อาจารย์ปรีดีไม่เคยถกเถียงเรื่องประชาธิปไตย แต่ถกเถียงเรื่องคำ 3 คำคือ สิทธิ เสมอภาค และเสรีภาค และสิ่งที่อาจารย์ปรีดีต้องการบอกคือ อย่างแรก เราต้องทำการผลิตมนุษย์ยุคใหม่เพื่อเข้าสู่ระบอบทางการเมืองใหม่ ภารกิจของ มธ.คือผลิตคนที่จบ มธ.เข้าสู่การเป็นราชการและนักการเมือง อาจารย์ปรีดีจึงสถาปนาชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่า มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เพื่อบอกนักศึกษาทุกคนว่า คุณต้องเกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่าคุณจะต้องการหรือไม่ ดังนั้น นักศึกษา มธ.จึงต้องยืนยันหลักการทางการเมืองต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายธำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า คำถามที่นักศึกษาของตนมักจะถามคือ ทำไมต้องเกิดคณะราษฎรขึ้น และทำไมต้องมีการปฏิวัติเมื่อ พ.ศ.2475 คำตอบก็คือ เพราะเราไม่สามารถแยกออกจากกระแสโลก คณะราษฎรสามารถบรรลุความสำเร็จได้ เพราะการรวมตัวของคน 7 คน แต่ตนจะชี้ประเด็นว่า 7 คนนี้อายุสูงสุดคือ 29 ปี คือร้อยโทแปลก พิบูลสงคราม คน 7 นั่งคุยกันแล้วบอกว่าบ้านเมืองเราวันนี้ไม่ศิวิไลซ์ ถามต่ออีกว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร คณะราษฎรบอกว่าแผ่นดินนี้เป็นของราษฎร ดังนั้น เราต้องทำให้แผ่นดินนี้ศิวิไลซ์ลงไปสู่ราษฎรและรัฐธรรมนูญคือความศิวิไลซ์ และนี่คือพลังอันสำคัญ เมื่อคณะราษฎรประสบความสำเร็จ จึงเกิดหลัก 6 ประกัน คือ เอกราช ความปลอดภัยอย่างเท่าเทียม เศรษฐกิจ สิทธิเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา ที่สำคัญเรามักจะบอกว่าการปฏิวัติในสมัย 2475 เป็นการปฏิวัติที่ไม่นองเลือด แต่มันมีการนองเลือดหลังจากนั้น เห็นได้จากการปฏิวัติเมื่อปี 2549 ซึ่งเป็นมรดกที่ได้จากการปฏิวัติเมื่อปี 2475 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยตั้งคำถามว่า หากมีกรณีของนิติราษฎร์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยแห่งอื่น จะเกิดเหตุการณ์แบบที่นี่หรือไม่ คำตอบคือ เกิดไม่ได้ ทั้งนิติราษฎร์และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว เพราะการกำเนิดของ มธ. เป็นแบบพิเศษ นิติราษฎร์ไม่สามารถไปเกิดที่ไหนได้ นอกจากที่ มธ. และเมื่อเกิดที่ มธ. ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทุกสมัยต้องเผชิญหน้า เวที มธ.เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ในสังคมไทยตลอดมา แน่นอนเมื่อคุณก่อให้เกิดสิ่งใหม่คุณต้องเจ็บปวด ในด้านผู้บริหารนับแต่ปี 2500 มา ผู้บริหาร มธ.ได้รับแรงกดดันมาตลอด แต่ท่านจะเล่นบทนั้นอย่างไร ขอบอกว่าท่านต้องเล่นบทสองหน้า คือบอกกับสังคมว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ อาจารย์และนักศึกษาต้องถกเถียงกัน เพราะหากท่านเล่นบทหน้าเดียว นั่นหมายความว่าท่านได้สวามิภักดิ์แล้ว” นายธำรงศักดิ์กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า มธ.เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานรัฐ แต่ขณะเดียวกันในสถานที่ราชการก็มีพื้นที่สาธารณะ แต่ มธ.อาจจะแตกต่างจากสถานที่ราชการอื่น ที่ต้องมีพื้นที่สาธารณะที่เราเรียกว่าเสรีภาพทางวิชาการ อาจารย์ปรีดีเรียกในวันเปิดมหาวิทยาลัยว่า เสรีภาพทางการศึกษา แต่เสรีภาพทางวิชาการได้มีการรับรองในรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้เป็นประเด็นที่ต้องคิดว่ามีความหมายแค่ไหน อย่างไร เพราะยุคปัจจุบัน อาจเป็นวิกฤตทางภาษา เพราะมีคนใช้คำๆ เดียว แต่หลายความหมาย สิ่งที่ยังเป็นวาทะกรรมถกเถียงกันในการปฏิวัติเมื่อปี 2475 คือ คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่ เพราะประชาชนยังไม่มีความเข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร แต่อีกฝ่ายเถียงว่า มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพราะอย่างน้อยก็มีผู้มีการศึกษาค่อนข้างสูงเกิดขึ้น และเท่าที่ตนได้ศึกษา คิดว่ายุคนั้นน่าจะมีเสรีภาพทางความคิดและมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่ายุคนี้ ขณะที่เสรีภาพทางวิชาการหรือการแสดงออกทางความคิดเห็นในยุคหลัง มธ.ได้ชื่อว่า ณ สถานที่แห่งนี้เรามีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว ดังที่อธิการบดีคนปัจจุบันก็ยืนยัน โดยประกาศเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายพนัสกล่าวต่อว่า ในช่วงปี 2500 มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นใน มธ.มาก และจริงๆ เป็นการดิ้นรนต่อสู้ของนักศึกษารุ่นพี่ มธ. โดยมีการต่อสู้ของนักศึกษามาทุกรุ่นเป็นจิตวิญญาณที่อาจารย์ปรีดีประสาทให้ ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นใน มธ.ขณะนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมากๆ ถ้าคิดแบบนักกฎหมาย ต้องมากำหนดกันว่า เสรีภาพทางวิชาการต้องมีขอบเขต เสรีภาพระบอบประชาธิปไตยต้องมีขอบเขต เสรีภาพที่ไม่มีขอบเขตคืออนาธิปไตย คำถามคือ เสรีภาพทางวิชาการใน มธ. มีมากน้อยเพียงใด แต่ประกาศของอธิการบดีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์นั้น เสดงให้เห็นว่าเสรีภาพใน มธ. มีทุกตารางนิ้ว ยกเว้นเรื่องเลขสามตัว ซึ่งอาจเป็นประเด็นนำไปสู่การตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แต่อย่างน้อยที่สุดจุดเริ่มต้นก็เกิดที่ มธ. ที่อาจารย์กลุ่มเล็กๆ จุดขึ้นในฐานะอาจารย์นิติศาสตร์คนหนึ่งตนมีความภูมิใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า อาจารย์ปรีดีบอกว่า ราษฎรไม่โง่ ต่อมาคือความรู้ใดที่ราษฎรขาด หมายถึง ประชาชนไม่สามารถคุมอะไรได้เลย ช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่มีอำนาจอะไรเลย ในระบอบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประชาชนไม่สามารถมีอำนาจใดๆ เลย แต่ระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น อาจารย์ปรีดีจึงตั้ง มธ. เพื่อสอนวิชากฎหมายและการเมืองให้ประชาชน เพื่อให้ความรู้ประชาชน &lt;br /&gt;"เรามีโครงสร้างประชาธิปไตย แต่ประชาชนยังมีความคิดในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อมีคนวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ คุณจะโกรธและรับไม่ได้ จึงทำให้ประมวลกฎหมายมาตรา 112 เกิดปัญหามาก ทันทีที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ที่ขัดแย้งกับความคิดของคุณที่มีความคิดในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คุณก็คิดทันทีว่าต้องเอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง ไม่ว่าคุณจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คุณดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาต่ำ ท่านคิดแบบนี้ได้ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเกิดปัญหา ทำลายความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข รู้หรือปล่าว" นายเกษียรกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นายเกษียรกล่าวต่อว่า ตนขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน มธ. บางช่วง เช่น วันที่ 20 สิงหาคม 2518 นักศึกษาอาชีวะบุกเผา มธ. วันที่ 21 สิงหาคม 2519 มีอันธพาลการเมืองยิงถล่มกระทิงแดง และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ยกเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อให้เห็นว่า นี่เป็นพันธสัญญาที่ชาว มธ.พึงมีและหาทางแก้ น่าเสียใจที่ประกาศห้ามใช้พื้นที่ของ มธ. ลืมและละทิ้งความรับผิดชอบและศีลธรรมดังกล่าวไปเสีย เพราะทั้งหมดเกิดมาโดยกระบวนการเดียวกัน วิธีการเดียวกัน สุดท้ายตนคงต้องบอกว่าไม่ต้องกลัว มธ. เท่าที่ตนทราบไม่ใครใน มธ.คิดล้มเจ้า แม้แต่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มธ. แต่สิ่งที่คนใน มธ.คิดจะล้มคือ ล้มการเมืองที่คิดจะใช้เจ้าเป็นเครื่องมือไล่ล้างทำลายคนดีไปจากแผ่นดินไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นายเกษียรกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ที่ตนไม่เห็นด้วยกับประกาศผู้บริหาร มธ.อย่างมาก คือ ตนวิเคราะห์ว่า เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ 6 ตุลาคม ประการที่สอง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ แม้จะมีเสียงข้างมาก แต่ความชอบธรรมยังบกพร่อง เป็นรัฐบาลที่สั่นคลอน รัฐบาลที่คลอนจะใช้เวลามากในการตัดสินใจ ไม่แก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ดังนั้น รัฐบาลที่ค่อนข้างอ่อนแอแบบนี้ โดยตัวรัฐบาลเอง ไม่น่าจะใช้กำลัง และประการที่สาม เรื่องใหญ่ที่สุดของไทยคือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นถ้าเป็นความรุนแรงแบบจัดตั้งจากรัฐ ตนคิดว่าไม่มี แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ม็อบที่เกิดแบบเป็นไปเอง แบบปลุกความโกรธ ความเกลียด อะไรก็ว่าเขาล้มเจ้า ทั้งที่เขาก็เป็นคนหนึ่งที่รักในหลวง แต่คุณใช้คำพวกนี้เพราะอะไร เพราะคุณกลัวว่าจะไม่ได้ใช้เจ้าเป็นข้ออ้างทางการเมืองอีกต่อไป การเปิดพื้นที่ใน มธ. ถ้าจะเปิดก็ไม่ควรเลือกข้าง และการตัดสินใจควรมีกระบวนการปรึกษาหารือ และถ้ามติการบริหารมีปัญหา ก็ควรจะมีกระบวนการแก้ไข การรับผิดไม่ใช่เรื่องน่าอาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่มา: มติชนออนไลน์&lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-4268410032781642386?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/4268410032781642386'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/4268410032781642386'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_7469.html' title='เกษียร เตชะพีระ ชี้ไทยมีโครงสร้าง ปชต. แต่ ปชช.ยังคิดแบบสมบูรณาฯ ย้ำ มธ.ไม่มีล้มเจ้า.. !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-482744585334831386</id><published>2012-02-03T16:23:00.006+07:00</published><updated>2012-02-04T16:36:28.013+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='TID'/><title type='text'>เผด็จการข้าวราดแกง</title><content type='html'>คงว่างมากจนไม่มีอะไรจะทํา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรมการค้า ภายในกระทรวงพาณชิย์...ถึงไปคิดคุมราคาข้าวแกง ไม่ให้เกินจานละ 25 บาท... รวม ไปถึง ข้าวผัด ข้าวผัดกระเพรา ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ต้องถามไว้ตรงนี้ว่า...กรมการค้าภายในลุ แก่อํานาจจนเกินไปหรอืเปล่า...&lt;br /&gt;เรื่องราวของข้าวแกงหรือข้าวราดแกงนั้น... มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกันของผู้ขายหรือ ผู้ซื้อ..ซึ่งเกินกว่าจะมีผู้ใดเข้าไปแทรกแซงได้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร้านข้าวแกงที่ตั้งอยู่ติดกัน..ร้านหนึ่งมีคน นั่งกินแน่นหนา อีกร้านหนึ่งว่างเปล่า...มันไม่ใช่ เรื่องของราคาแต่เป็นเรื่องของฝีมือในการ ประกอบกับข้าวที่ทำไว้ราดข้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าวราดแกง...ไม่ใช่อาหารกระป๋องที่ผลิต ขึ้นมาบนสายพานการผลิต...&lt;br /&gt;ข้าวราดแกงกับราคาของข้าวราดแกง เป็นการ ตกลงเฉพาะกรณี ระหว่าง…ผู้ซื้อกับผู้ขาย... มันจึงไม่สามารถกําหนดราคาบนป้ายได้.. ราคาเป็นเรื่องสมยอมกันระหว่าง..ปริมาณ-คุณภาพ-และสัมพันธไมตรี..ระหว่างผู้ค้ากับผู้บริโภค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าวราดแกงเนื้อโพนยางคํา หรือโคขุน.. จะมีราคาเดียวกับข้าวราดแกงที่ทำจากเนื้อใน ตลาดปกติธรรมดาได้อย่างไร..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปริมาณทีตักใส่..ก็ไร้สติปัญญาจะชั่ง ตวง วัด ไม่ว่าจะอยากวัดอยากทํากันอย่างไร..เพราะเป็นเรื่องของน้ำจิตน้ำใจและมิตรไมตรีระหว่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกประการหนึ่ง..กรมการค้าภายในเอากําลังคนที่ไหน เพื่อทําให้กฎหมายนี้มีผลในทางบังคับใช้..และตํารวจสถานีไหน..จะรับ แจ้งความเรื่องขายเกินราคาของแม่ค้าข้าวแกง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้ไม่น่าจะใช่ความโง่แล้วขยันของผู้ออกกฎนํามาบังคับใช้..แต่น่าจะเป็นความฉลาดที่จะให้ อํานาจครอบงําเหนือประชาชนคนที่ต้องอยู่ใต้ บังคับแห่ง กฎหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อผลประโยชน์ในการจับกุมมาเปรียบเทียบปรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะการจะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยพร้อมเพรียงกันน้ัน..ไม่มีทางเป็นไปได้.. เป็นกฎหมายหรือข้อบังคับที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย:พญาไม้ทูเดย์,บางกอกทูเดย์&lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-482744585334831386?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/482744585334831386'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/482744585334831386'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_6571.html' title='เผด็จการข้าวราดแกง'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-1843333047278965790</id><published>2012-02-03T16:10:00.000+07:00</published><updated>2012-02-03T16:10:30.313+07:00</updated><title type='text'>เค้า ..ปฏิวัติ !!?</title><content type='html'>คลื่นสัญญาณความถี่ ส่งกระแสแรงเป็นอันดับ...เพื่อโค่น รัฐบาลปูจ๋า ของ “นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร &lt;br /&gt;ไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่ “หลวงปู่?”.. เล่นเปิดอารามวัด เป็น “เซฟเฮ้าส์”ฐานลับ กองบัญชาการเรียกระดมพล เพื่อล้างหน้าไพ่ ไล่ “คุณปู” ให้พ้นทำเนียบฯ&lt;br /&gt;เรียกนายพลปลดระวาง มาประชุมยุทธศาสตร์ ล้ม “นายกฯปู”เงียบ..เงียบ&lt;br /&gt;ได้ “แม่นม” ของ “อดีตผู้นำหัวหน้าแกงค์ไอติม” ร่วมแจม ให้การสนับสนุนเสร็จสรรพ&lt;br /&gt;ชาติจะถอยหลังลงคลอง...ก็เพราะพวกไร้สมอง?...ที่จ้องจะปฏิวัติพวกนี้แหละครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เดือนอันตราย&lt;br /&gt;ช่วงระหว่าง “กุมภาฯ-มีนาฯ-เมษาฯ” รถถังอาจแอ่น..แอ๊น ออกมาอาละวาด ได้&lt;br /&gt;ขืนให้ “รัฐบาลปู” โชว์ออฟ สร้างผลงานจากงบประมาณกันได้...พรรคบางพรรคไม่มีสิทธิ์ทะลึ่งก้าวมาเป็น “รัฐบาล”อีก&lt;br /&gt;ยิ่งไปถึงเดือน พฤษภาฯ สมาชิกบ้านเลขที่ ๑๑๑ ซึ่งเป็นผู้บริหารแถวหน้า เบอร์หนึ่งนัมเบอร์วัน พ้นโทษเว้นวรรคการเมือง กลับมาเป็น “รัฐมนตรี”ได้..สมรรถภาพ “รัฐบาลปู” ยิ่งจะสยายปีก&lt;br /&gt;อย่าแปลกใจ ที่มีนักการเมือง ผนึกกำลังร่วม กับ นายทุน อดีตนายทหารนอกราชการ สื่อโสโครก เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่จะล้ม “รัฐบาลปู” กันเต็มสตีม..แม้แต่จะ “ปฏิวัติ” ก็ยังทำ&lt;br /&gt;พวกนี้ลุแก่อำนาจ....ไม่เคยเห็นแก่ชาติ?...ขาดสติจริงคิดอะไร แต่ด้านต่ำ..ต่ำ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เสือ ๒ ตัวอยู่ถ้ำเดียวไม่ได้&lt;br /&gt;หันหลังตัดไมตรี เว้นวรรคไม่คบค้าสมาคมกันมานาน..แต่บัดนี้ ข่าวว่ามาพบกันใหม่&lt;br /&gt;ความสัมพันธ์ ของ ๒ ผู้ยิ่งใหญ่ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับ “บิ๊กสงค์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ&lt;br /&gt;แขนซ้ายแขนขวา ของ “บิ๊กป๋า” กลับมาหวานชื่น กันอีกที&lt;br /&gt;หันมาปรองดอง เป็นทองแผ่นดินกันอีกหน&lt;br /&gt;เฒ่าชำแรแก่ก็ชรา .....จะมากินใจอะไรกันนักหนา!....มารักกันดีกว่า จริงมั้ยล่ะแม่หน้ามล&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วิญญาณ “เสธ.แดง”เรียกร้อง&lt;br /&gt;ไม่ตายเปล่า สำหรับชีวิตนายพลนักประชาธิปไตย “พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล” ที่ถูกสไนเปอร์ม่องดับไป ไงล่ะพี่น้อง&lt;br /&gt;ทางลับตรงกันกับ ที่ “บิ๊กเหลิม” ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี แย้มพรายออกมาล่วงหน้า&lt;br /&gt;เป็นฝีมือ “สีกากาใหญ่” ที่บัญชาการ สั่งฆ่า&lt;br /&gt;เวรกรรมตามทัน..คิดว่าเป็น “อัศวิน”ม้าขาวในการสังหาร “เสธ.แดง”แล้วจะได้ดี..กลายเป็นว่า “อัศวิน”คนนี้ บั้นปลายชีวิตมีแต่จะดับ&lt;br /&gt;“อัศวิน”ของเผด็จการ...ไม่มีใครอยู่ได้นาน?....มันต้องชดใช้เวรกรรม แน่นอนเลยล่ะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ใหญ่ชนใหญ่&lt;br /&gt;“เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังใหญ่ ..ใครก็ไล่ไม่ไป&lt;br /&gt;ห้องทำงาน “เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์” ยังอยู่ห้องเก่า...มิได้ย้ายออก&lt;br /&gt;“เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรคที่โลกลืมนั่งตาปริบ ๆ เจ็บลึก ๆ อยู่ไม่หยอก&lt;br /&gt;ซึ่ง “เทพเทือก” นั้น ยังเป็น “เลขาธิการพรรค”สั่งการหลังฉาก...และมองก้าวไกลว่า “รัฐบาลปู” ต้องล่องจุ้นใน ๒ เดือน ขอรับเจ้านาย&lt;br /&gt;ประกาศิต จาก “สุเทพ”..เขามีสะเต็ป?..เก็บกวาดไล่ “รัฐบาลปู” ให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์:ตอดนิดตอดหน่อย,บางกอกทูเดย์&lt;br /&gt;///////////////////////////////////////////////////////////////&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-1843333047278965790?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/1843333047278965790'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/1843333047278965790'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_2347.html' title='เค้า ..ปฏิวัติ !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-3932362116581283018</id><published>2012-02-03T09:30:00.000+07:00</published><updated>2012-02-03T09:30:19.885+07:00</updated><title type='text'>แฉ !!? แผนบิดเบือนข้อเสนอนิติราษฎร์ล้มรัฐบาลก่อน เม.ย.</title><content type='html'>“จตุพร” อ้างมีกลุ่มคนจ้องบิดเบือนข้อเสนอแก้มาตรา 112 ของนิติราษฎร์ เพื่อกล่าวร้ายและขยายผลไปสู่การล้มล้างรัฐบาลให้ได้ภายในเดือน เม.ย. นี้ ยอมรับเพื่อไทย เสื้อแดง นิติราษฎร์พวกเดียวกัน แต่ต่างมีจุดยืนของตัวเอง “เฉลิม” ไล่นักวิชาการ 16 ประเทศ หากอยากแก้มาตรา 112 ให้แก้ในประเทศตัวเอง ย้ำเพื่อไทยมีเสียงข้างมากในสภา หากไม่สนับสนุนไม่มีทางสำเร็จ “มาร์ค” ห่วงความขัดแย้งในธรรมศาสตร์บานปลาย ไม่เห็นด้วยจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ&lt;br /&gt;+++++++++++++++++&lt;br /&gt;ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ กลุ่ม “วารศาสตร์ต้านนิติราษฎร์” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน รวมตัวแสดงพลังคัดค้านคณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ที่เคลื่อนไหวเสนอแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ โดยนายยุทธนา มุกดาสนิท เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ถึงอธิการบดี ขอให้ตั้งกรรมการสอบความเหมาะสมของนิติราษฎร์ เพราะเห็นว่าแอบอ้างชื่อมหาวิทยาลัยไปสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวล่วงละเมิดสถาบัน ขอให้สอบเอาผิดทั้งวินัยและอาญา ขอให้รัฐบาลแสดงจุดยืนปกป้องสถาบัน ขอให้สื่อมวลชนใช้วิจารณญาณเสนอข้อมูลเกี่ยวกับมาตรา 112 และขอให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมกันต่อต้านแนวคิดแก้มาตรา 112&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ระบุว่า กำลังมีความพยายามบิดเบือนข้อเสนอของนิติราษฎร์เรื่องมาตรา 112 เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการล้มล้างรัฐบาลให้ได้ก่อนเดือน เม.ย. ที่จะถึงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ข้อเสนอของนิติราษฎร์เป็นข้อเสนอที่ต้องการปกป้องสถาบัน แต่ถูกบิดเบือนให้ร้าย เราไม่เคยปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่พรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง และนิติราษฎร์ ต่างก็มีเสรีภาพทางความคิดของตัวเอง ผมไม่ใช่พวกตกใจชิ่งหนี แต่ผม เพื่อไทย และนิติราษฎร์ ต่างคนต่างก็ยืนอยู่ที่จุดของตัวเอง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการ 244 คน จาก 16 ประเทศ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรา 112 และสนับสนุนให้แก้ไขว่า หากนักวิชาการต่างประเทศอยากแก้ก็ให้ไปแก้ที่ประเทศของเขา พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการแก้มาตรานี้ และจากการลงพื้นที่ก็ไม่พบว่ามีประชาชนสนับสนุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แก้กฎหมายต้องทำกันในสภา พรรคเพื่อไทยมีเสียงข้างมากในสภา มีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนใครจะไปเคลื่อนไหวกันอย่างไรไปห้ามไม่ได้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่า ผู้บริหาร มธ. ควรเชิญผู้เกี่ยวข้องมาทำความเข้าใจก่อนเรื่องจะบานปลาย การแสดงออกและเสรีภาพทางวิชาการต้องมีอยู่ ถ้าเห็นรูปแบบกิจกรรมมีปัญหาค่อยเรียกมาตกลงกันว่าจะทำแบบไหน น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าไปสั่งห้ามทั้งหมด ไม่อยากให้ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และอาจารย์ทะเลาะกัน ส่วนตัวเชื่อว่าที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะมีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง และกำลังขยายความขัดแย้งออกไปโดยไม่จำเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้&lt;br /&gt;**********************************************************************&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-3932362116581283018?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/3932362116581283018'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/3932362116581283018'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_8371.html' title='แฉ !!? แผนบิดเบือนข้อเสนอนิติราษฎร์ล้มรัฐบาลก่อน เม.ย.'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-4695106545020570904</id><published>2012-02-03T09:26:00.001+07:00</published><updated>2012-02-03T09:26:54.878+07:00</updated><title type='text'>จตุพร-ก่อแก้ว..ไม่ร่วมเวทีเสื้อแดงอุดร !!?</title><content type='html'>กลุ่มเสื้อแดงส่อแตกแยก “จตุพร-ก่อแก้ว” ไม่ร่วมขึ้นเวทีปราศรัยที่จัดโดย “ขวัญชัย” อ้างไม่ใช่กิจกรรมของคนเสื้อแดง ระบุ “ณัฐวุฒิ” ต้องไปร่วมในฐานะรัฐมนตรี ด้าน “ประชาไท” แพร่จดหมายเสื้อแดงถาม “จตุพร” ยังมีอุดมการณ์เหมือนเดิมหรือเปล่าหลังลอยแพนิติราษฎร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;+++++++++++++++&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การจัดปราศรัยใหญ่ที่จังหวัดอุดรธานีในวันที่ 21 ก.พ. ที่ตรงกับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ซึ่งจัดโดยนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร จะไม่มีแกนนำคนเสื้อแดงอย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง เข้าร่วม เพราะถือว่าไม่ใช่งานของคนเสื้อแดง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“น่าจะมีเพียงนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่เข้าร่วม เพราะเป็นหนึ่งในรัฐมนตรี และเวทีนี้ก็มีเป้าหมายให้รัฐมนตรีและ ส.ส. ได้พบปะประชาชน อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การแตกคอของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แต่เป็นเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านเว็บไซต์ประชาไทได้เผยแพร่จดหมายจากผู้อ่าน : ความในใจสุดท้ายจากคนเสื้อแดงคนหนึ่งถึงนายจตุพร พรหมพันธุ์ “กูคือไพร่แต่ไม่ใช่ทาส” มีเนื้อหาสรุปได้ว่า หลังจากได้ฟังนายจตุพรแถลงเรียกร้องให้นิติราษฎร์หยุดการเคลื่อนไหวเพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขการทำรัฐประหาร และถึงเดินหน้าต่อไปก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะไม่มี ส.ส. หรือ ส.ว. คนไหนกล้ายกมือโหวตให้นั้น อยากฝากคำถามไปถึงนายจตุพรว่าหากนิติราษฎร์หยุดการเคลื่อนไหว นึกหรือว่าเขาจะไม่เอาเรื่องอื่นมาหาเรื่องปฏิวัติ และที่บอกว่าไม่มีใครกล้ายกมือโหวตให้กฎหมายข้อนี้ แล้วอุดมการณ์ที่นายจตุพรและพรรคพวกพร่ำเพ้อวันละ 3 เวลาหลังอาหารและก่อนนอนให้คนเสื้อแดงต้องออกไปเจ็บไปตายแทน ที่ว่าจะต่อสู้เพื่อความเสมอภาค ภราดรภาพ และความเท่าเทียมกันของคนไทยทุกคนหายไปไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จดหมายระบุอีกว่า สิ่งที่นิติราษฎร์เคลื่อนไหวทั้งหมดตอบโจทย์ได้ทุกข้อสำหรับคนเสื้อแดงที่เสียเลือดเสียเนื้อต่อสู้กันมา แล้วทำไมท่าน (รัฐบาลพรรคเพื่อไทย) ไม่ร่วมสู้ไปกับนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุดในตอนนี้ แทนที่จะมัวกลัวซ้ายกลัวขวาว่าจะโดนปฏิวัติ ก็ในเมื่อมีอำนาจรัฐอยู่ในมือแล้ว ทำไมถึงไม่หาทางป้องกันหรือหยุดยั้ง และแทนที่นายจตุพรจะออกมากลัวการปฏิวัติให้เสียภาพลักษณ์ ทำไมไม่อธิษฐานให้รีบปฏิวัติไวๆ ทุกอย่างจะได้จบลงไปในคราวเดียว เหมือนที่นายจตุพรเคยพร่ำบ่น หรือว่าเมื่อได้เป็น ส.ส. แล้วความรู้สึกแบบนั้นหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การออกมาลอยแพ (แถมยังแอบกระทืบซ้ำ) นิติราษฎร์นั้น คือการทรยศต่ออุดมการณ์ในการต่อสู้ของพี่น้องเสื้อแดงทั้งหมด เพราะทุกข้อที่อาจารย์นิติราษฎร์คิดและเขียนออกมาคือความต้องการและความในใจของคนเสื้อแดงทั้งนั้น จริงอยู่ ก่อนเลือกตั้งเราคือคนสำคัญของพวกท่าน แต่พอหลังเลือกตั้ง แม้แต่กฎหมายที่ประชาชนต้องการแก้ที่สุด ท่านยังกล้าประกาศว่าจะคว่ำเสียตั้งแต่ยังไม่ทันจะเริ่ม ไม่ทำร้ายจิตใจกันไปหน่อยหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้&lt;br /&gt;**********************************************************************&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-4695106545020570904?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/4695106545020570904'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/4695106545020570904'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_3741.html' title='จตุพร-ก่อแก้ว..ไม่ร่วมเวทีเสื้อแดงอุดร !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-1285461459009143997</id><published>2012-02-03T09:14:00.000+07:00</published><updated>2012-02-03T09:14:23.158+07:00</updated><title type='text'>วิชาการ วิชามาร การเมืองแอบแฝง ถึงเวลา มธ. พิสูจน์ตัวเอง !!?</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img alt="วิชาการ วิชามาร การเมืองแอบแฝง ถึงเวลา'ธรรมศาสตร์'พิสูจน์ตัวเอง" src="http://thairecent.com/content/2012/2012-02-03/991787.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะกลายเป็นเรื่องโอละพ่อหรือไม่ เมื่อน้ำผึ้งหยดเดียวแต่หยดใหญ่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากกลุ่มนิติราษฎร์ได้ทำการใช้พื้นที่เพื่อถกประเด็นเสวนาเรื่องวิชาการมาอย่างต่อเนื่อง แม้ในตอนแรกดูว่าไม่น่าจะมีอะไร แต่กลับกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที หลังจากไปแตะโดนมาตรา 112 ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย ถึงเรื่องเรื่องดังกล่าวจะเป็นการพูดคุยในเชิงวิชาการก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากในสังคมไทย ที่มีขนบธรรมเนียมและประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม กลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกมาระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการเสนอเพื่อต่อยอดทางความคิด และควรตกผลึกให้สังคมได้คิดต่อออกแขนงไปสู่มวลชน แต่สำหรับคนในสังคมบางกลุ่มนั้น เขาอาจจะมองไม่เห็นว่า เรื่องที่ทำการเสนอของนิติราษฎร์ ไม่ใช่วิชาการและมีแนวโน้มว่าเป็นการอิงการเมืองมากกว่า ทำให้ตกผลึกทางความคิด และที่รับไม่ได้คือความเห็นที่หมิ่นเหม่ว่าสุ่มเสี่ยง จึงยอมไม่ได้ที่จะให้นิติราษฎร์ได้เคลื่อนไหวในการใช้พื้นที่กระจายความคิดอันแยบยล และมีความเคลือบแคลงสงสัยในเป้าหมายที่แท้จริงตามที่คนกลุ่มหนึ่งคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ก่อนหน้านี้ กลุ่มนิติราษฎร์จะออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกโยธิน โดยใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นโต๊ะแถลง เหตุหนึ่งก็เพราะว่าอาจารย์และผู้ที่เสนอแนวทางต่างๆ นั้น มาจากคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเป็นการสะดวกที่จะใช้พื้นที่ของตนเอง ในการแสดงความคิดเห็น เมื่อมีการแถลงการณ์ออกมาหลายครั้ง ในการเคลื่อนไหวทุกครั้ง จึงทำให้บุคคลภายนอกนั้นไม่เข้าใจ จะคิดว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดจากธรรมศาสตร์ทั้งหมด ที่สุดแล้วกลุ่มที่ไม่สามารถทนได้ในพวกเดียวกันเอง จึงต้องลุกขึ้นมาเพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการที่มีความคิดเห็นสวนทาง และบอกผ่านการตรงๆ ว่าไม่เห็นด้วยในครั้งนี้ เช่นการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ‘วารสารฯ ต้านนิติราษฎร์’ หรือขยายความว่าเป็นกลุ่มของศิษย์เก่าคณะวารสารศาสตร์และการสื่อสารสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเกิดกระแสก่อนการรับลูกของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะออกมามาเบรกเกม เพื่อไม่ให้มีการใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มบางกลุ่ม ที่ต้องการความมุ่งหวังทางการเมือง เพราะเชื่อว่าเป็นการตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว ที่อาจจะมีความหวั่นเกรงว่าจะลุกลาม และเกิดการควบคุมไม่ได้ก็ตาม ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ว่านี่จะถือว่าเป็นการปิดกั้นทางความคิดหรือไม่อย่างไร เพราะธรรมศาสตร์นั้น ได้ชื่อว่ามีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว แต่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลับออกกฎที่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของบุคลากรตนเองเสียนี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชื่ออย่างสุจริตใจว่า กลุ่มนิติราษฎร์เองนั้น มีการเสนออะไรก็แล้วแต่ หลายอย่างเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่หนทางที่ดีขึ้นในสังคม แต่ก็ต้องยอมรับว่าบาง ‘ข้อเสนอ’ ก็สุดแสนจะเกินทำใจรับได้ของคนในสังคม และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เกิดทนไม่ไหว ทำให้เหตุการณ์รุนแรงเพราะทั้งสองฝ่าย ต่างมีความสุดโต่งกันทั้งคู่ อยากถามว่าจะรับผิดชอบไหวหรือไม่? กับการกระทำที่ได้ทำลงไป จะเอาอยู่หรือไม่ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะคนกลางอย่างอธิการบดี ย่อมเล็งเห็นว่ากรณีดังกล่าว ควรจะตัดไฟเสียแต่ต้นลม แต่กระนั้นก็ทำให้โดนมองว่า เป็นเกมการเมืองที่ถูกสั่งมาให้หยุดพวกนิติราษฎร์เช่นกัน เมื่อมองได้สองมุม แต่ละกลุ่มก็มีมุมในการเลือกมองของตน ย่อมทำให้ความเห็นไม่ตรงกันบังเกิดขึ้น ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือไม่ แต่มันกลายเป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้ จึงทำให้ธรรมศาสตร์ในวันนี้เกิดเสน่ห์ขึ้นอีกครั้ง ของความประชาธิปไตยที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ ในการนำเสนอของแต่ละคนที่เป็นศิษย์ก้นกฏิของลูกหลาน นายปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งธรรมศาสตร์และการเมืองเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณ ขณะนี้ ธรรมศาสตร์กำลังต้องพิสูจน์ตัวเอง ในการสนับสนุนแนวทางตามประชาธิปไตย ว่าจะสามารถจัดการระบบภายในตัวเองได้หรือไม่ กับการแสดงความคิดเห็นที่ขัดกันเอง แต่อย่างหนึ่งที่น่ายอมรับ คือ การกล้าลุกขึ้นมาสู้กันแบบปัญญาชนของแต่ละกลุ่มในสถาบันเดียวกัน โดยไม่คิดจะใช้ความรุนแรงนำมวลชนกดดัน และสามารถจัดการให้ความจำกัดความอย่างไร กับการเดินตามเจตจำนงคำว่า ‘วิชาการต่อยอดความคิด’ หรือเป็น ‘เกมการเมืองแอบแฝง’.&lt;br /&gt;&lt;div id="source"&gt;ที่มา: ไทยรัฐ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-1285461459009143997?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/1285461459009143997'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/1285461459009143997'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_03.html' title='วิชาการ วิชามาร การเมืองแอบแฝง ถึงเวลา มธ. พิสูจน์ตัวเอง !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-6298733433113057835</id><published>2012-02-02T09:22:00.000+07:00</published><updated>2012-02-02T09:22:16.443+07:00</updated><title type='text'>คณะวารสารฯ มธ.สั่งห้ามใช้พื้นที่เคลื่อนไหว แจงคณะไม่มีส่วนสนับสนุนหรือคัดค้านกรณี ม.112</title><content type='html'>ผู้บริหารคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ได้เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ www.jc.tu.ac.th เรื่อง จุดยืนในการใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการแสดงออกทางความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 ทั้งนี้แถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สืบเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการนำเสนอความเห็นทางวิชาการของกลุ่มนิติราษฎร์เพื่อแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ให้สังคมทั่วไปได้แสดงความคิดเห็น พบว่าจากข้อเสนอดังกล่าวได้มีกลุ่มประชาชนในแวดวงต่างๆ ที่มีความเห็นสนับสนุนและคัดค้านข้อเสนอทางวิชาการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในการนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันกับสาธารณชน ผู้บริหารคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอชี้แจงถึงจุดยืนในเรื่องดังกล่าว ดังนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ประการที่หนึ่ง เรื่องการใช้พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นเรื่องกฎหมายมาตรา 112 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผู้บริหารคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะปฏิบัติตามมติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 ในการไม่อนุญาตให้บุคคล/กลุ่มบุคคลต่างๆ ใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อเคลื่อนไหวในกรณีที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในมหาวิทยาลัย จนอาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่ได้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ราชการ อีกทั้งการอนุญาตต่อไปอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ประการที่สอง จุดยืนเรื่องการแสดงออกทางความคิดเห็นคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันการศึกษาทางด้านวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ ตราบใดที่ความคิดเห็นนั้นๆเป็นการแลกเปลี่ยนในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่ใช้ความรุนแรง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และไม่ขัดต่อหลักการของสังคมประชาธิปไตย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผู้บริหารคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ขอแสดงจุดยืนทั้ง 2 ประการข้างต้น และขอทำความเข้าใจว่า คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนและคัดค้านการแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวที่ปรากฏในสื่อต่างๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทั้งนี้คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาด้านวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มุ่งให้เกิดสังคมที่มีความเข้าใจ ใช้ตรรกะและเหตุผลในการแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การสื่อสารที่สมานฉันท์ในระยะยาว&lt;br /&gt;อนึ่งเมื่อวันที่ 31 ม.ค.กลุ่มศิษย์เก่าและปัจจุบันของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนาม วารสารฯ ต้านนิติราษฎร์ ได้ประกาศนัดรวมตัวกันชุมนุมเพื่อต่อต้านไม่ให้กลุ่มนิติราษฎร์หน้าคณะวารสารฯ ม.ธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ในวันที่ 2 ก.พ. นี้ เวลา 14.00 น.&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;26 นักวิชาการชี้มติผู้บริหารมธ.เป็น "อธรรมศาสตร์" อย่างยิ่ง แนะเปิดมหาวิทยาลัยเป็นพท.กลางให้แต่ละฝ่ายเสนอความเห็นเรื่อง 112&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิชาการจำนวน 26 คน โดยส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี และคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย กรณีคณะกรรมการบริหารมีมติไม่ให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเพื่อการเคลื่อนไหวมาตรา 112 จดหมายดังกล่าวมีเนื้อหา ดังนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สืบเนื่องจากอธิการบดีธรรมศาสตร์แจ้งในเฟสบุ๊กเมื่อวันที่ 30 มกราคมว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยมีมติจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเพื่อการเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 อีกต่อไป  โดยอ้างว่าการอนุญาตอาจทำให้สาธารณะเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยเอง หรือมหาวิทยาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว และอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนมหาวิทยาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาลัยได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเรานักวิชาการซึ่งมีรายชื่อด้านล่างนี้มีความเห็นว่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;1. มติดังกล่าวทำลายหลักเสรีภาพทางวิชาการและพื้นที่ในการแสดงออก ซึ่งเป็นหลักประกันให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยสามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักทางปัญญาและแก้ไขปัญหาสาธารณะให้กับสังคมผ่านการถกเถียงทางวิชาการ หากขาดหลักประกันนี้แล้วมหาวิทยาลัยย่อมไม่มีเหตุผลแห่งการดำรงอยู่ต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น มติดังกล่าวยังขัดต่อปรัชญาการก่อตั้งและจิตวิญญาณของความเป็นธรรมศาสตร์ นับแต่การก่อตั้ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำหน้าที่เป็นปราการปกป้องสิทธิเสรีภาพมาโดยตลอด จนกระทั่งมีคำขวัญกล่าวว่า "ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว"  มติดังกล่าวจึงมีลักษณะ "อธรรมศาสตร์" เป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2. ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำหน้าที่เป็นเวทีสาธารณะให้แก่กลุ่มต่างๆ ในการถกเถียง เคลื่อนไหว และดำเนินกิจกรรมทางสังคมและการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าสาธารณชนจะเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว ในทางตรงข้ามการเปิดเวทีสาธารณะของธรรมศาสตร์กลับสร้างเกียรติภูมิให้แก่มหาวิทยาลัยมาโดยตลอด  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. มติดังกล่าวเท่ากับเป็นการผลักให้การถกเถียงเรื่องมาตรา 112 ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวต่อสังคม ออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัย และหลุดลอยจากวงวิชาการออกไปสู่ท้องถนน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าและความรุนแรงมากกว่าการที่มหาวิทยาลัยจะเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงด้วยเหตุด้วยผล และเป็นวิชาการ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;4. เห็นได้ชัดเจนว่า สังคมไทยกำลังต้องการทำความเข้าใจให้กระจ่างยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเรื่องมาตรา 112 ทำให้เกิดฝ่ายที่หวาดระแวงว่าการแก้ไขมาตรา 112 จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และอีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าการแก้ไขมาตรา 112 จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงควรแสดงบทบาทนำในการให้ความรู้แก่ประชาชน โอกาสนี้จึงถือเป็นวาระสำคัญที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีส่วนดับอุณหภูมิความร้อนของความแตกต่างทางความคิด ให้กลายปัญญาเพื่อความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;5. เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยห่วงใยข้างต้น เราขอเสนอรูปธรรมของการแก้ปัญหา โดยให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพและตัวกลางในการจัดกิจกรรมทางวิชาการหลากหลายรูปแบบในประเด็นมาตรา 112 เพื่อให้ความรู้แก่นักศึกษาและประชาชนทั่วไป เช่น การจัดเวทีให้แต่ละฝ่ายที่มีความคิดเห็นต่างกันผลัดกันนำเสนอความคิดของตน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และเพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องตกอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของการโต้วาทีที่มุ่งเอาชนะซึ่งกันและกัน เป็นต้น  กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการสร้างตัวอย่างให้แก่สาธารณะว่าการถกเถียงปมปัญหาใดๆ ก็ตาม และไม่ว่าจะอ่อนไหวต่อความรู้สึกนึกคิดของสังคมเพียงใด ก็สามารถทำได้อย่างสุภาพ สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม  การจัดกิจกรรมเช่นนี้กลับจะเป็นการป้องกันความเข้าใจผิดของสาธารณชนที่ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยกังวลได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;จึงเรียนมาเพื่อขอให้ผู้บริหารมหาวิทยาธรรมศาสตร์ทบทวนมติดังกล่าว และส่งเสริมให้มีการแสดงความคิดเห็นเรื่องมาตรา 112 ในมหาวิทยาลัยอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วันที่ 31 มกราคม 2555&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;สลิสา ยุกตะนันทน์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;วันรัก สุวรรณวัฒนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;สายพิณ ศุพุทธมงคล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &lt;br /&gt;วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &lt;br /&gt;พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อดีตนักศึกษาธรรมศาสตร์)&lt;br /&gt;พรรณราย โอสถาภิรัตน์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;อรอุมา เตพละกุล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;มรกต ไมยเออร์ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;จันทนี เจริญศรี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;รัตนา โตสกุล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;อาดาดล อิงคะวณิช Centre for Research and Education in Arts and Media, University of Westminster&lt;br /&gt;สร้อยมาศ รุ่งมณี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;พรเทพ เบญญาอภิกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;ศุพฤฒิ ถาวรยุติการต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา.มติชนออนไลน์&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-6298733433113057835?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/6298733433113057835'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/6298733433113057835'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/112.html' title='คณะวารสารฯ มธ.สั่งห้ามใช้พื้นที่เคลื่อนไหว แจงคณะไม่มีส่วนสนับสนุนหรือคัดค้านกรณี ม.112'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-8519815944583056298</id><published>2012-02-02T09:02:00.000+07:00</published><updated>2012-02-02T09:02:08.109+07:00</updated><title type='text'>เขาควาย</title><content type='html'>การจับกุม นายอาทริส ฮุสเซน ชาวสวีเดนสัญชาติเลบานอน ในความผิดตามพระราชบัญญัติการควบคุมยุทธภัณฑ์ เพราะมีแอมโมเนียมไนเตรทอยู่ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับเป็นข่าวใหญ่ของโลกและทำให้ประเทศต่างๆ 18 ประเทศ รวมทั้งอเมริกาออกประกาศเตือนมิให้พลเมืองของตนเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะข่าวที่ปรากฎออกไปนั้นมีว่า...ผู้ก่อการร้าย “กลุ่มฮิซบอลเลาะห์” ได้วางแผนจะก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นายอาทริส ฮุสเซน ถูกจับจากการชี้เป้าของหน่วยสืบราชการลับอิสราเอล แต่หากสังเกตให้ดีแล้วจะพบความเหมือนและความต่างของเรื่องนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเปรียบเทียบกับการจับกุม นายวิคเตอร์ บูธ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อค้าอาวุธระดับโลกชาวรัสเซีย และการยึดเครื่องบินยูเครนที่ขนอาวุธจากเกาหลีเหนือจะไปส่งอิหร่าน ที่เกิดจากการชี้เป้าของหน่วยสืบราชการลับอเมริกา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แม้จะเกิดจากการชี้เป้าของหน่วยสืบราชการลับต่างชาติ และสองกรณีแรก หน่วยงานความมั่นคงของไทยเรา ก็ทำอะไรลงไปอย่างผลีผลาม จนในที่สุดเกิดผลเสียมากกว่าผลดีแก่ตัวเองเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่กรณีหลังนี้เห็นได้ชัดเจนว่า...ไทยเราทำอะไรลงไปด้วยความระมัดระวัง คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา อันรวมถึงการตั้งข้อกล่าวหาที่มิได้ระบุลงไปว่า...ผู้ถูกจับเป็นพวกก่อการร้ายแต่อย่างใดด้วย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหตุนี้กระมังจึงมีการเปิดเผยว่า...รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีชื่ออยู่ในบัญชีดำของทางการสหรัฐฯ เพียงเพราะไปช่วยต้อนรับขับสู้ประธานาธิบดีซิมบับเวและภริยา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และทำให้ต้องให้ความสนใจต่อคำให้สัมภาษณ์ของ นายอาทริส ต่อสื่อมวลชนสวีเดนที่อ้างว่า...&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แอมโมเนียมไนเตรทจำนวน 4 ตันที่ตำรวจไทยยึดจับได้ น่าจะเป็นการจัดฉากของหน่วยสืบราชการลับอิสราเอล&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พร้อมๆ กับการจับกุม นายอาทริส ก็มีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโลกอาหรับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเมื่อวันที่ 19 มกราคม มะห์มุด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ได้ส่งสารมาแสดงความขอบคุณที่ประเทศไทยรับรองความเป็นเอกราชของปาเลสไตน์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากมี 125 ประเทศขานชื่อรับรอง...ขณะที่ไทยเป็นประเทศแรกในศักราชใหม่ปี 2555 ที่ให้การรับรองความเป็นเอกราชของปาเลสไตน์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;และในวันเดียวกันนั้น นายเอกเม เลดดิน อิชาโนกลู เลขาธิการองค์กรความร่วมมืออิสลามหรือโอไอซี ก็ได้แถลงชื่นชมประเทศไทยที่รับรองฐานะของปาเลสไตน์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;และก่อนหน้าเมื่อวันที่ 17 มกราคม ผู้แทนถาวรของไทยประจำสหประชาชาติ ได้ส่งสารถึงปาเลสไตน์แจ้งให้ทราบว่า... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยยอมรับในสถานะความเป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยของตนเองอย่างเป็นทางการ และรัฐบาลไทยประสงค์ที่จะเริ่มกระบวนการสถาปนาความสัมพันธ์ทุกอย่างที่เป็นทางการกับปาเลสไตน์ในระยะเวลาอันใกล้นี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งจากสารฉบับนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศปาเลสไตน์กล่าวว่า เป็นการรับรองฐานะของรัฐเอกราชปาเลสไตน์เหนือดินแดนที่ครอบครองอยู่ในปี 2510&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปาเลสไตน์ได้ยื่นคำร้องขอเป็นสมาชกสหประชาชาติ แต่สหประชาชาติยังไม่ได้ลงมติในเรื่องนี้ และสหรัฐยืนยันว่า...จะขัดขวางโดยใช้สิทธิ์ยับยั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย:คนชายขอบ(ศรี อินทปันตี),บางกอกทูเดย์&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-8519815944583056298?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/8519815944583056298'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/8519815944583056298'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_02.html' title='เขาควาย'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-7608388941489685031</id><published>2012-02-01T13:45:00.002+07:00</published><updated>2012-02-01T13:47:53.851+07:00</updated><title type='text'>เมื่อ ดร.โกร่ง คุยเรื่องหนี้สาธารณะ!!?</title><content type='html'>หมู่นี้มีข่าวเรื่องหนี้สาธารณะ หลายคนที่เคยเกี่ยวข้องกับการสร้างหนี้สาธารณะดูจะเดือดร้อน กระโจนเข้ามาร่วมวงถกเถียงกันเป็นที่สนุกสนาน ซึ่งก็นับว่าเป็นผลดีต่อประชาชน ต่อสภาผู้แทนราษฎร ต่อวุฒิสภา และผู้คนที่สนใจจะได้ไม่ลืม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติหนี้สาธารณะถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้าน ก็คือข้อผูกพันที่รัฐบาลมีต่อผู้อื่นที่จะต้องชำระหนี้ทั้งในปัจจุบันและ อนาคต ข้อผูกพันที่ว่ามีคำจำกัดความหลายแบบหลายอย่าง บางประเทศก็ให้หมายความรวมไปถึงข้อผูกพันที่รัฐบาลมีกับข้าราชการ พนักงานของรัฐ ที่จะต้องจ่ายค่าสวัสดิการ บำเหน็จบำนาญ ฯลฯ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ ที่ใช้กันทั่วไปก็คือ ข้อผูกพันของรัฐบาลที่อาจจะผูกพันงบประมาณแผ่นดิน อันได้แก่หนี้ของรัฐบาลโดยตรงในกรณีที่รัฐบาลออกพันธบัตรขายให้กับสถาบันการ เงินและประชาชน ทั้งที่เป็นเงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ ถ้าเป็นเงินบาทก็เรียกว่าหนี้ในประเทศ ถ้าเป็นเงินตราต่างประเทศก็เรียกว่าหนี้ต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีหนี้สาธารณะอีก ประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่หนี้ของรัฐบาลโดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะด้วย คือหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่ารัฐวิสาหกิจนั้นจะอยู่ในรูปองค์การ หรือบริษัทจำกัดทั้งที่เป็นบริษัทมหาชน บริษัทจำกัดธรรมดา หนี้ที่รัฐวิสาหกิจไปก่อขึ้นไม่ว่ากระทรวงการคลังจะค้ำประกันหรือไม่ ก็ถือเป็นหนี้สาธารณะ ทั้งนี้ก็เพราะรัฐบาลคงไม่ยอมให้รัฐวิสาหกิจเหล่านั้นล้ม เพราะถ้ารัฐบาลปล่อยให้รัฐวิสาหกิจผิดสัญญาชำระหนี้ สถาบันการเงินต่าง ๆ ก็จะสามารถเรียกให้รัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ให้ชำระหนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่หนี้อื่น ๆ รวมทั้งหนี้รัฐบาลโดยตรงยังเป็นหนี้ดีอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับหนี้ที่รัฐบาลค้ำ ประกันนั้นก็ต้องถือว่าเป็นหนี้ของรัฐบาลโดยตรง เพียงแต่รัฐบาลไม่ต้องตั้งงบประมาณชำระหนี้ให้ นอกเสียจากรัฐวิสาหกิจ นั้น ๆ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ สำหรับบริษัทจำกัดหรือบุคคลใด ๆ ห้ามไม่ให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพราะสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐบาลเคยไปค้ำประกันหนี้ของบริษัท บูรพาสากล จำกัด เป็นบริษัทจำกัดเอกชน ธนาคารก็ยินดีให้กู้โดยรัฐบาลค้ำประกัน ในที่สุดบริษัทล้มไม่สามารถชำระหนี้ได้ รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณชดใช้หนี้ให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ ยอดหนี้สาธารณะยิ่งต่ำก็ยิ่งดี เพราะไม่เป็นภาระต่อประชาชนผู้เสียภาษีอากร แต่ในขณะเดียวกันประเทศชาติก็ต้องพัฒนาก้าวหน้าต่อไป การลงทุนของภาครัฐซึ่งหมายความรวมทั้งการลงทุนโดยรัฐบาลโดยตรงหรือการลงทุน โดยองค์กรของรัฐ หรือโดยรัฐวิสาหกิจก็ยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ การลงทุนของภาคเอกชนยังมีน้อยหรือไม่มี ก็ควรเป็นภาระของภาครัฐบาลที่จะลงทุนเองให้มากขึ้น เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า เพื่อจะไม่เกิดภาวะการว่างงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่ง ตอนนี้อเมริกาเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ยุโรปก็มีทีท่าว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ยังไม่เห็นทางออก ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ของราคาถูก เพราะเครื่องจักร การประมูลก่อสร้าง จะมีราคาถูกลง เพราะยุโรปต้องแข่งขันกับจีนเพื่อความอยู่รอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ เอเชียไม่ได้อยู่ในฐานะเดียวกับอเมริกาและยุโรป จึงเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลควรจะเพิ่มการลงทุนในการพัฒนายกระดับมาตรฐานโครง สร้าง พื้นฐานที่ประเทศไทยล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง จีน มาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน หมดแล้ว ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ขยับขยายลงทุนในด้านต่าง ๆ ได้อย่างไม่เป็นอันตรายต่อฐานะการเงินและ การคลังของประเทศ เพราะทุนสำรองระหว่างประเทศของเราก็อยู่ในระดับสูง เพราะความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนของผู้ส่งออกของเรา ไม่ใช่ความสามารถของรัฐบาลในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐบาลเป็นตัวถ่วงด้วยซ้ำไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การระดมทุนของภาครัฐบาลก็มีวิธีใหญ่ ๆ อยู่ 3 วิธี วิธีแรกคือการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น โดยการเพิ่มอัตราภาษี แต่ก็ไม่ควรทำในช่วงเวลาเศรษฐกิจไมค่อยจะรุ่งเรืองนัก วิธีที่สองคือระดมทุนจากประชาชนผ่านตลาดทุน วิธีที่สามคือกู้จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินต่างประเทศ หรือระดมทุนจากตลาดทุนในต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนี้สาธารณะที่เป็นการระดมทุนจาก ภายในประเทศจะเป็นวิธีที่เสี่ยงน้อยที่สุด เพราะไม่มีผลเสียทางด้านวินัยทางการเงิน ไม่ทำให้ปริมาณเงินในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะในขณะที่ขายพันธบัตรในประเทศก็เท่ากับดูดเงินจากมือประชาชน เมื่อภาครัฐใช้จ่ายในการลงทุนก็เท่ากับปล่อยเงินกลับไปสู่มือประชาชนตามเดิม ปริมาณเงินในมือของประชาชนจึงมีเท่าเดิม เพียงแต่ยอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันทรัพย์สินของภาครัฐบาลก็เพิ่มขึ้น กล่าวคือถนนหนทางระบบขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้น ทางรถไฟเพิ่มขึ้น มีระบบขนส่งสินค้า ขนส่งประชาชนเพิ่มขึ้น การลงทุนภาครัฐไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง หรือกรมชลประทานก็ใช้จากการกู้ยืมในประเทศ จึงเป็นวิธีชดเชยการลงทุนที่เกือบจะไม่มีผลเสีย ถ้าฐานะการคลังอยู่ในระดับที่รับชำระดอกเบี้ยได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การลงทุนภาครัฐโดย ระดมทุนจากต่างประเทศจะมีผลเสีย คือทำให้ประเทศมียอดหนี้ต่างประเทศมากขึ้น และจะมีผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศโดยตรง ยิ่งถ้าดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไม่แข็งแรง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับไม่แข็งแรงเมื่อคิดเป็นจำนวนเดือนของ มูลค่าการนำเข้า ในสมัยก่อนที่ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด รวมทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศยังอ่อนแอ ยังขาดดุลอยู่อย่างต่อเนื่อง ทุนสำรองเกิดจากการเกินดุลบัญชีเงินทุน เราจึงบังคับรัฐวิสาหกิจว่าถ้าจะนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ก็ต้องมีแหล่งเงิน กู้จากผู้ขายหรือผู้นำเข้าด้วย จะได้ไม่ไปกระทบต่อบัญชีเงินทุนและดุลการชำระเงิน แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนยอดหนี้สาธารณะควรจะมี เพดานเท่าใด ปกติยอดหนี้สาธารณะจะวัดว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ เพดานของหนี้สาธารณะควรจะเป็นเท่าใดจึงจะไม่เป็นอันตรายต่อฐานะทางการคลัง ของประเทศนั้นไม่มีสูตรสำเร็จ ถ้าประเทศนั้นมีฐานะทางการเงินอ่อนแอกล่าวคือ แนวโน้มภาวะดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ทุนสำรองระหว่างประเทศไม่แข็งแรงและเป็นทุนสำรองที่เกิดจากการกู้ยืมระยะ สั้นจากต่างประเทศมาเป็นทุนสำรอง ไม่ได้เกิดจากการทำมาค้าขายกับต่างประเทศจน เกินดุล หนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนของ รายได้ประชาชาติ 40 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะสูงเกินไป แต่ถ้าดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุล ทุนสำรองยังสูง รายได้ประชาชาติยังขยายตัวในอัตราสูงกว่า 4-5 เปอร์เซ็นต์ ยอดหนี้สาธารณะจะสูงถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญงบประมาณชำระต้นและดอกเบี้ยของรัฐบาลไม่เกิน 15-20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายก็ยังนับว่าปลอดภัย เคยมีช่วงหนึ่งที่งบประมาณใช้หนี้เงินต้นและดอกเบี้ยขึ้นไปถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย ทำให้ไม่มีงบประมาณเหลือสำหรับการลงทุนเลย เงินเดือนข้าราชการก็ขยับไม่ได้ รัฐบาลต้องคอยแต่ตัดงบประมาณกลางปีทุกปี เพราะภาษีไม่เข้าเป้า แต่ทุกวันนี้พอถึงกลางปีต้องตั้งงบประมาณกลางปีเพิ่มขึ้น เพราะรายได้รัฐบาลเกินเป้าที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณ ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ เมื่อสถานการณ์การเงินการคลังของประเทศเปลี่ยนไป วิธีคิดของการบริหารเศรษฐกิจมหภาคก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย จะมานั่งคิดเหมือนเดิมไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนรัฐวิสาหกิจหากจะหลุดจากการเป็นรัฐ วิสาหกิจโดย "กองทุนวายุภักษ์" ซึ่งเป็นกองทุนที่ยังอยู่ในการควบคุมของกระทรวงการคลัง ก็จะทำให้เกิดความคล่องตัวของฝ่ายบริหารทั้งฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายการเงินและฝ่ายพนักงาน เรื่องสวัสดิการเงินเดือนค่าจ้างโบนัสยืดหยุ่นได้มากกว่า คนที่ห่วงควรจะเป็นเจ้าหนี้ บางกรณีเจ้าหนี้มักจะมีเงื่อนไขอยู่ว่า ต้องยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจจึงจะให้กู้ แต่บางแห่งก็ไม่มีปัญหาเพราะเครดิตดีกว่าของประเทศเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองคิดดูให้ดี ๆ เป็นการบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย วีรพงษ์ รามางกูร&lt;br /&gt;คอลัมน์ คนเดินตรอก&lt;br /&gt;นสพ.ประชาชาติธุรกิจ&lt;br /&gt;+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-7608388941489685031?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/7608388941489685031'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/7608388941489685031'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post_01.html' title='เมื่อ ดร.โกร่ง คุยเรื่องหนี้สาธารณะ!!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-1171219700210973695</id><published>2012-02-01T09:10:00.000+07:00</published><updated>2012-02-01T09:10:12.955+07:00</updated><title type='text'>โรคผวาน้ำ !!?</title><content type='html'>หลังจากที่ “นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากที่เดินทางไปต่างประเทศนานถึง 6 วันติดต่อกันเพื่อร่วม การประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ก่อนจะเลี้ยวไปเยือนประเทศอินเดียเพื่อร่วมฉลองวันชาติ อย่างเป็นทางการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันทีที่ล้อแตะพื้น กระแสข่าวที่ไม่น่า ฟังก็พรั่งพรูเข้าสู่โสตประสาทพาลให้จิตขุ่นมัวจากปัญหาเนื่องด้วยปัญหาความขัดแย้ง ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เมื่อสารพัด Professor ต้องออกมา บริภาษถึงการทำงานภายในองค์กรที่ไม่ค่อยจะต้องตา ต้องใจเสียเท่าไหร่นัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเรื่องราวดังกล่าวออกมาจากปากของ ดร.สมิทธ ธรรมสาโรช กรรมการ กยน. ซึ่งออกมาบ่นถึงการทำงานในขณะนี้ว่าแผนบริหารจัดการแก้ปัญหาน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท เป็นแค่แผนแบบกว้างๆ ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า จะบริหารจัดการอย่างไร แต่หากแผนออกมาและเห็นว่าไม่น่าจะคุ้มค่ากับงบประมาณก็จะขอ ลาออกทันที ซึ่งนอกจากตนเองแล้ว ยังมีนายปราโมทย์ ไม้กลัด และ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ก็คงจะถอยออกมาเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเรื่องนี้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เอง แม้จะยืนยันว่าไม่ได้ลาออกแต่ก็ยอมรับว่า ระยะหลังๆ มานี้ ก็หาได้เข้าร่วมประชุมกับ กยน.ไม่..ด้วยเหตุผลโดยส่วนตัวแล้ว โดยตำแหน่งของท่านที่รับผิดชอบอยู่คือ เป็นที่ปรึกษา เมื่อขอคำปรึกษาก็ได้ให้ไปตลอด ขณะนี้แผนเสร็จแล้วและเริ่มออกมาเป็นรูปธรรม จึงเหลือการปฏิบัติให้เป็นไปตาม ที่วางไว้ให้เร็วที่สุด เร่งด่วนคือต้องขุดลอก คูคลอง งานจะลงไปที่กระทรวง กทม.และ หน่วยงานต่างๆ การรับมือกับน้ำที่จะมา ต้องลงมือทำ ไม่ใช่ใช้กระดาษรับน้ำ!!.. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทานและกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) แม้จะยืนยันว่าอย่างไรก็จะยังไม่ลาออกจาก กยน.แต่ ก็เคยพูดถึงการทำงานของ กยน.ว่า สำหรับการทำงานร่วมกับรัฐบาลนั้น ได้มีการประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดแผนแม่บท หรือยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน ซึ่งขณะนี้ ตนมองว่าในส่วนของแผนแม่บทและกระบวน การทำงานต่างๆ ในระยะยาวนั้น ยังไม่มีการจัดทำอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่มีแต่การออกมาพูดเท่านั้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งสำรวจและทำอย่างเป็นระบบโดยเร็วอีกทั้งยังมองด้วยว่า การแก้ไขปัญหาในระยะสั้น อาทิ การซ่อมแซมสิ่งที่พังเสียหายไม่ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เสียหาย และไม่มีอะไรใหม่ ซึ่งหากในปี 2555 นี้ ปริมาณน้ำมากเท่าเดิม ก็ต้องพังเหมือนเดิม เช่น เดียวกับกรณีของประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ที่ไปสร้างขวางทางน้ำ หากน้ำมาเท่าเดิมก็สู้กระแสไม่ได้แน่นอน และต้องนำความผิดพลาด ในปี 2554 มาแก้ไข และโดยตามจริงแล้วมีหลายหน่วยงานที่มีการนำข้อมูลออกมาแสดงแต่ข้อมูลกลับไม่ตรงกันเลยเสียงสะท้อนจาก Professor ทั้ง 3 ท่านเหมือนกับจะบอกว่าที่ยังอยู่ไม่ใช่เพราะอยากอยู่ แต่ทนอยู่เพื่อประชาชน ในขณะที่ท่านนายกฯ เองก็ได้แต่วอนขอว่า อย่าเพิ่งทิ้งกันเพราะแค่เรื่องเข้าใจผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้รัฐบาลถือว่า การบริหารจัดการน้ำถือเป็นเรื่องใหญ่ จึงค่อยๆ ดำเนินการ ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการไปแล้ว และ อยู่ระหว่างการดำเนินการ ทุกอย่างมีแผน งานที่ชัดเจน แต่อาจจะไม่ทันใจคณะกรรมการที่มีความเป็นห่วง จึงต้องทำความเข้าใจกัน และเห็นใจคณะกรรมการที่ทำงานด้วย เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นภารกิจหลักของประเทศที่ต้องติดตาม แต่ยืนยันได้ว่า ได้มีการเตรียมความพร้อม และมีการป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับฤดูฝนที่ใกล้จะมาถึงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี เรื่องของการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ถือเป็นเรื่องที่ชี้ชะตาของรัฐบาล เชื่อว่างานนี้จะทำเป็น เล่นไม่ได้ เพราะถ้าปีนี้น้ำมาปูเจ๊ง!!..ที่ว่ากลัวนี่กลัวจริง กลัวถึงขนาดยอม เสียวินัยการคลังแบบไม่ฟังเสียงใครถึงขนาด ออกร่างพระราชกำหนด 4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหาร หนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสาธารณะการเงิน ร่างพระราชกำหนดเงิน กู้เพื่อการบูรณะและฟื้นฟูประเทศที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาอุทกภัย ร่างพระราชกำหนดจัดตั้งกองทุนประกันภัย และร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย คือการพ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟู 1.14 ล้านล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อเปิดทางรัฐบาลกู้เงินเพิ่ม โดยมี “อาจารย์วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง” นำทีม จับคู่กับ “นิพัทธ พุกกะณะสุต” เตรียมขายหุ้นที่คลังถืออยู่ในรัฐวิสาหกิจทั้ง ปตท.และการบินไทยจาก 51% เหลือ 49% เพื่อให้ทั้งสองบริษัทสิ้นสุดสถานะรัฐวิสาหกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยมีเป้าหมายเดียวกับ พ.ร.ก.คือเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลสร้างหนี้สาธารณะได้มากขึ้น ของปตท. 252,000 ล้าน ของการ บินไทย 132,000 ล้าน ก็แปรสภาพเป็นหนี้ บริษัท เปิดช่องกู้สนองนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขนเงินไปถมน้ำท่วมรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลได้เต็มที่ซึ่งงานนี้เท่ากับตีเช็คล่วงหน้า ซึ่งอนาคตเราอาจมีสภาพไม่ต่างจากประเทศกรีซ!!..งานนี้นอกจากจะน่าเป็นห่วงในเรื่อง วินัยการคลังของประเทศแล้ว พ.ร.ก. ฉบับ นี้ยังอาจเป็นโมฆะด้วยในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์&lt;br /&gt;++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6707874675030493791-1171219700210973695?l=www.thaiindexnews.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/1171219700210973695'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6707874675030493791/posts/default/1171219700210973695'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://www.thaiindexnews.com/2012/02/blog-post.html' title='โรคผวาน้ำ !!?'/><author><name>ปรีชา จาสมุทร</name><uri>https://profiles.google.com/112363161748579641724</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='//lh6.googleusercontent.com/-6jbY-3egIJQ/AAAAAAAAAAI/AAAAAAAAAAA/Ka9nnxe_F9A/s512-c/photo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6707874675030493791.post-1998942213337796545</id><published>2012-01-31T09:36:00.000+07:00</published><updated>2012-01-31T09:36:48.247+07:00</updated><title type='text'>ห้ามเคลื่อนไหวม.112มธ.กลัวขัดแย้งรุนแรงภายในสถาบัน</title><content type='html'>สมคิด. เผยมติกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สั่งห้ามใช้พื้นที่เคลื่อนไหวเกี่ยวกับ&lt;br /&gt;ม.112 อ้างกลัวเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการดำเนินการของสถาบันจนก่อให้เกิดความขัดแย้ง&lt;br /&gt;ซึ่งยากต่อการควบคุม “ยิ่งลักษณ์” วอนทุกฝ่ายเลิกขยายความเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แนะ&lt;br /&gt;หันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาและฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วมดีกว่า ปชป. ยื่นดีเอสไอ&lt;br /&gt;เอาผิด “ยิ่งลักษณ์-เฉลิม-อนุดิษฐ์-เพรียวพันธ์” ละเว้นฟันเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*************************&lt;br /&gt;ความเคลื่อนไหวทางการเมืองวันที่ 30 มค. ที่ผ่านมา ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีความพยายามผูกโยงข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร มาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อใช้โจมตีกัน ทั้งที่ผู้เสนอยืนยันชัดเจนแล้วว่าทำในนามนักวิชาการและเสนอตามหลักวิชาการ ไม่เกี่ยวกับการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วอนหยุดเรื่องสถาบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ทุกฝ่ายอย่าพยายามนำสถาบันมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ตั้งเป้าที่จะแก้ไขกฎหมายใดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ข้อเสนอของทุกฝ่ายเชื่อว่ามาจากความปรารถนาดี แต่ก็ขอให้อยู่ในข่ายที่ไม่ควรนำเรื่องสถาบันมาใช้ และขอให้ช่วยกันปกป้องสถาบัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่อยากตอบโต้ทางการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมพรรคเพื่อไทยถูกโยงให้เกี่ยวข้องกับเรื่องไม่เหมาะสมต่อสถาบันอยู่เรื่อยๆ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่อยากตอบโต้ทางการเมือง และไม่เชื่อว่าประเด็นนี้จะทำให้เกิดการปะทะกันของมวลชน 2 ฝ่าย เพราะเป็นแค่เรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อยากขอความร่วมมือสื่อมวลชนด้วย ตอนนี้เรากำลังฟื้นฟูความมั่นใจหลังจากมหาอุทกภัย เพื่อให้นักท่องเที่ยวนักลงทุนกลับเข้ามา”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ควรพูดเรื่องแก้ปัญหาประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมาแฉขบวนการจ้องล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์นิ่งก่อนตอบว่า “นี่ก็เรื่องการเมือง เราอย่าพยายามเอาเรื่องการเมืองมานำเลย เราควรคุยกันเรื่องการแก้ปัญหาประเทศดีกว่า อะไรที่ไม่ใช่ประเด็นอย่าไปต่อให้ยาวดีกว่าจะไม่จบ คิดว่าประชาชนอยากฟังว่าเราจะฟื้นฟูประเทศกันอย่างไร มาคุยกันเรื่องนี้ดีกว่าเพื่อช่วยเรียกความมั่นใจ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พท.ไม่แตะกฎหมายสถาบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ย้ำอีกครั้งว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีแนวคิดแก้มาตรา 112 หรือกฎหมายใดๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอยืนยันว่าหมวดที่เกี่ยวกับสถาบันจะพยายามสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่ายอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นเรื่องให้ตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ด้วยการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยื่นฟันนายกฯละเว้นหน้าที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เคยยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แล้วหลังจากตรวจสอบพบข้อมูลจากชมรมนักรบไซเบอร์ที่พบเว็บไซต์ที่มีข้อความไม่เหมาะสมจำนวน 280 URL แต่ผ่านมา 2 เดือนยังไม่มีการดำเนินการ แถมยังพบเว็บไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงมาร้องให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีไอซีที และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 และขอให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับเว็บไซต์ดังกล่าวตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดตามมาตรา 112 รวมถึงขอให้รวบรวมเป็นคดีพิเศษด้วย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อไทยแจ้งเอาผิดเว็บหมิ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางไปยื่นเรื่องที่ดีเอสไอเพื่อขอให้สืบสวนสอบสวนกรณีที่มีการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เผยแพร่ข้อความหมิ่นสถาบัน ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค ยังยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดแก้มาตรา 112 โดยนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งว่า จะต้องแก้ไขกฎหมายนี้ เพราะไม่ต้องการให้นำไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้นิติราษฎร์ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยันเพื่อไทยหาเสียงแก้ ม.112&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ในการหาเสียงเลือกตั้ง แกนนำพรรคเพื่อไทยพูดชัดเจนว่าจะต้องมีหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแลเกี่ยวกับการยื่นฟ้องตามมาตรา 112 จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่าที่นิติราษฎร์และผู้สนับสนุนออกมาเคลื่อนไหว เพราะเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดเรื่องนี้ แต่เมื่อกระแสสังคมต่อต้านมากจึงกลับลำ และชิ่งหนีจากนิติราษฎร์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มธ.สั่งห้ามเคลื่อนไหว ม.112&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายสมคิด เลิศไพฑูรย์อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊คว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีมติเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเพื่อเคลื่อนไหวกรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาวิทยาลัย จนไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกว
